การเมืองเรื่องตอแหล
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com
คำพูดที่ว่า "การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” ดูจะได้รับการยอมรับและชื่นชมว่าเป็นสัจธรรมทางการเมือง มีการพูดถึงและมีการประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่าจนกลายเป็นบรรทัดฐาน (Norms) และเป็นวัฒนธรรม (Culture) ทางการเมืองของไทย โดยไม่ค่อยมีใครออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ยิ่งกว่านั้นไม่เคยมีนักการเมืองคนไหนออกมาปฏิเสธ
จากการปฏิวัติฝรั่งเศสซึ่งถือเป็นต้นแบบของการปฏิวัติประชาธิปไตยชนชั้นนายทุนครั้งแรกของโลก ที่เริ่มในปีพศ.2332 และการต่อสู้ประหัตประหารกันเองในกลุ่มปฏิวัติที่ต่อเนื่องกันมาอีก 10 ปีก็ดี เรื่อยมาจนถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยในปีพศ.2475 ซึ่งถือเป็นการยึดอำนาจการปกครองของกษัตริย์มาอยู่ในมือของกลุ่มขุนนางที่เรียกตัวเองว่าคณะราษฎร และการก่อรัฐประหารโค่นล้มกันเองในหมู่คณะราษฎรในเวลาต่อมาก็ดี การก่อรัฐประหาร 16 กันยายน พศ.2500 โค่นล้มจอมพล ป. พิบูลสงครามของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ลูกน้องคนสนิทที่เคยลั่นวาจาว่า “ผมจะไม่วัดรอยเท้าท่าน” ก็ดี จวบกระทั่งถึงความขัดแย้งระหว่างพลเอกถนอม กิตติขจร พลเอกประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร กับพลเอกกฤษณ์ สีวะรา หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พศ.2516 ก็ดี ความขัดแย้งระหว่างพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ กับพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์หลังร่วมกันก่อรัฐประหารนองเลือด 6 ตุลาคม พศ.2519 และความขัดแย้งในกลุ่มผู้ร่วมกันก่อรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรเมื่อวันที่ 19 กันยายน พศ.2549 ที่ทำให้นายพลหลายคนอกหักในเวลาต่อมาก็ดี รวมไปถึงการรวมตัวกันแล้วแตกแยกกัน การทะเลาะต่อว่าเย้ยหยันกันแล้วโอบกอดจับไม้จับมือกันของนักการเมืองไทยที่มีให้เห็นทุกยุคทุกสมัยก็ดี ยิ่งทำให้คำพูดที่ว่า “การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” มีความเป็นสัจธรรมยิ่งขึ้น ได้รับการยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้งมากยิ่งขึ้น
ทำให้ดูเหมือนว่าโลกของนักการเมือง ต่างจากโลกของประชาชนคนทั่วไป เพราะโลกของคนทั่วไปย่อมมีทั้งมิตรและศัตรู มีทั้งมิตรแท้ และมิตรที่พอคบได้ เช่นเดียวกับที่มีศัตรูตัวร้ายและศัตรูตัวรอง
แต่โลกของนักการเมืองพวกนี้ไม่เป็นเช่นนั้น
ค่านิยมหรือวัฒนธรรมที่ยอมรับว่าการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ทำให้นักการเมืองจำนวนมาก นำไปใช้เป็นยุทธวิธีต่อรองผลประโยชน์ และยุทธวิธีหาเสียงกับประชาชน
ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่นักการเมืองสามารถทำอะไรได้ทุกอย่างโดยไม่สนใจมารยาททางการเมือง และไม่สนใจว่าเมื่อก่อนตนเคยทำอะไรและพูดอะไรไว้ ขอเพียงให้ตนได้สมประโยชน์ จะให้เป็นมิตรหรือเป็นศัตรูก็ไม่สำคัญ
ด้วยเหตุนี้เมื่อทักษิณจัดตั้งรัฐบาลครั้งแรกจึงดึงนายบรรหารมาเป็นมิตร แต่พอเลือกตั้งครั้งใหม่เมื่อมั่นใจว่าได้รับคะแนนนิยมสูง ทักษิณก็ประกาศจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ทั้งส่งคนของตนลงสมัครแข่งกับนายบรรหารเสียอีก
ด้วยเหตุนี้เมื่อไม่อยากตกงาน อดีตคนเดือนตุลาส่วนหนึ่งที่ครั้งหนึ่งเคยสละช่วงชีวิตทั้งช่วงให้กับอุดมการณ์ของตน จึงสามารถกอดคอทำงานกับคนที่ต่างอุดมการณ์กับตนอย่างนายสมัคร สุนทรเวชได้ ทั้งเข้าขอความช่วยเหลือจากองค์กรที่พวกของตนเคยกล่าวหาได้ โดยไม่อินังขังขอกว่าสังคมจะประเมินพฤติกรรมของตนอย่างไร
และด้วยเหตุนี้นายบรรหารเมื่อคราวไปหาเสียงกับคนกาฬสินธุ์ในยามที่โพลหลายสำนักระบุว่าพรรคพลังประชาชนมีคะแนนนำ จึงประกาศสลายขั้วทางการเมือง ไม่มีพันธะใดๆ กับพรรคร่วมฝ่ายค้านที่เคยกอดคอต่อสู้ร่วมกันมา จนกว่าผลการเลือกตั้งจะออกมา
และด้วยเหตุนี้อีกเช่นกันที่เมื่อมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย นายบรรหารจึงออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “นี่คือการเมือง”
โลกของนักการเมือง จึงเป็นโลกที่ดูน่ากลัว คบไม่ได้ ตลบแตลง และพร้อมตระบัดสัตย์ได้ตลอดเวลา
และถ้าการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรแล้ว การเมืองก็เป็นเรื่องของการตอแหล เป็นเรื่องของคนที่ไร้จุดยืน พร้อมจะทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ตนได้ประโยชน์
สัตบุรุษย่อมเป็นมิตรแท้กับสัตบุรุษ และเป็นศัตรูถาวรกับทุรชนฉันใด การเมืองของสัตบุรุษก็ย่อมต้องมีมิตรแท้และมีศัตรูถาวรฉันนั้น
การเมืองที่ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ถ้าจะเป็นสัจธรรม ก็คงเป็นสัจธรรมการเมืองของพวกทุศีลเท่านั้น!
ประชาชนจะยอมเลือกพวกทุศีลมาเป็นผู้แทนของเขาหรือ?
28 พฤศจิกายน 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 29 พฤศจิกายน 2550)

