Ratchadamnoen Avenue
ราชดำเนิน อเวนิว

www.suan84.com

Wednesday, 28 November 2007

การเมืองเรื่องตอแหล

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

คำพูดที่ว่า "การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” ดูจะได้รับการยอมรับและชื่นชมว่าเป็นสัจธรรมทางการเมือง มีการพูดถึงและมีการประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่าจนกลายเป็นบรรทัดฐาน (Norms) และเป็นวัฒนธรรม (Culture) ทางการเมืองของไทย โดยไม่ค่อยมีใครออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ยิ่งกว่านั้นไม่เคยมีนักการเมืองคนไหนออกมาปฏิเสธ

จากการปฏิวัติฝรั่งเศสซึ่งถือเป็นต้นแบบของการปฏิวัติประชาธิปไตยชนชั้นนายทุนครั้งแรกของโลก ที่เริ่มในปีพศ.2332 และการต่อสู้ประหัตประหารกันเองในกลุ่มปฏิวัติที่ต่อเนื่องกันมาอีก 10 ปีก็ดี เรื่อยมาจนถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยในปีพศ.2475 ซึ่งถือเป็นการยึดอำนาจการปกครองของกษัตริย์มาอยู่ในมือของกลุ่มขุนนางที่เรียกตัวเองว่าคณะราษฎร และการก่อรัฐประหารโค่นล้มกันเองในหมู่คณะราษฎรในเวลาต่อมาก็ดี การก่อรัฐประหาร 16 กันยายน พศ.2500 โค่นล้มจอมพล ป. พิบูลสงครามของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ลูกน้องคนสนิทที่เคยลั่นวาจาว่า “ผมจะไม่วัดรอยเท้าท่าน” ก็ดี จวบกระทั่งถึงความขัดแย้งระหว่างพลเอกถนอม กิตติขจร พลเอกประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร กับพลเอกกฤษณ์ สีวะรา หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พศ.2516 ก็ดี ความขัดแย้งระหว่างพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ กับพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์หลังร่วมกันก่อรัฐประหารนองเลือด 6 ตุลาคม พศ.2519 และความขัดแย้งในกลุ่มผู้ร่วมกันก่อรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรเมื่อวันที่ 19 กันยายน พศ.2549 ที่ทำให้นายพลหลายคนอกหักในเวลาต่อมาก็ดี รวมไปถึงการรวมตัวกันแล้วแตกแยกกัน การทะเลาะต่อว่าเย้ยหยันกันแล้วโอบกอดจับไม้จับมือกันของนักการเมืองไทยที่มีให้เห็นทุกยุคทุกสมัยก็ดี ยิ่งทำให้คำพูดที่ว่า “การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” มีความเป็นสัจธรรมยิ่งขึ้น ได้รับการยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้งมากยิ่งขึ้น

ทำให้ดูเหมือนว่าโลกของนักการเมือง ต่างจากโลกของประชาชนคนทั่วไป เพราะโลกของคนทั่วไปย่อมมีทั้งมิตรและศัตรู มีทั้งมิตรแท้ และมิตรที่พอคบได้ เช่นเดียวกับที่มีศัตรูตัวร้ายและศัตรูตัวรอง

แต่โลกของนักการเมืองพวกนี้ไม่เป็นเช่นนั้น

ค่านิยมหรือวัฒนธรรมที่ยอมรับว่าการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ทำให้นักการเมืองจำนวนมาก นำไปใช้เป็นยุทธวิธีต่อรองผลประโยชน์ และยุทธวิธีหาเสียงกับประชาชน

ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่นักการเมืองสามารถทำอะไรได้ทุกอย่างโดยไม่สนใจมารยาททางการเมือง และไม่สนใจว่าเมื่อก่อนตนเคยทำอะไรและพูดอะไรไว้ ขอเพียงให้ตนได้สมประโยชน์ จะให้เป็นมิตรหรือเป็นศัตรูก็ไม่สำคัญ

ด้วยเหตุนี้เมื่อทักษิณจัดตั้งรัฐบาลครั้งแรกจึงดึงนายบรรหารมาเป็นมิตร แต่พอเลือกตั้งครั้งใหม่เมื่อมั่นใจว่าได้รับคะแนนนิยมสูง ทักษิณก็ประกาศจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ทั้งส่งคนของตนลงสมัครแข่งกับนายบรรหารเสียอีก

ด้วยเหตุนี้เมื่อไม่อยากตกงาน อดีตคนเดือนตุลาส่วนหนึ่งที่ครั้งหนึ่งเคยสละช่วงชีวิตทั้งช่วงให้กับอุดมการณ์ของตน จึงสามารถกอดคอทำงานกับคนที่ต่างอุดมการณ์กับตนอย่างนายสมัคร สุนทรเวชได้ ทั้งเข้าขอความช่วยเหลือจากองค์กรที่พวกของตนเคยกล่าวหาได้ โดยไม่อินังขังขอกว่าสังคมจะประเมินพฤติกรรมของตนอย่างไร

และด้วยเหตุนี้นายบรรหารเมื่อคราวไปหาเสียงกับคนกาฬสินธุ์ในยามที่โพลหลายสำนักระบุว่าพรรคพลังประชาชนมีคะแนนนำ จึงประกาศสลายขั้วทางการเมือง ไม่มีพันธะใดๆ กับพรรคร่วมฝ่ายค้านที่เคยกอดคอต่อสู้ร่วมกันมา จนกว่าผลการเลือกตั้งจะออกมา
และด้วยเหตุนี้อีกเช่นกันที่เมื่อมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย นายบรรหารจึงออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “นี่คือการเมือง”

โลกของนักการเมือง จึงเป็นโลกที่ดูน่ากลัว คบไม่ได้ ตลบแตลง และพร้อมตระบัดสัตย์ได้ตลอดเวลา

และถ้าการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรแล้ว การเมืองก็เป็นเรื่องของการตอแหล เป็นเรื่องของคนที่ไร้จุดยืน พร้อมจะทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ตนได้ประโยชน์

สัตบุรุษย่อมเป็นมิตรแท้กับสัตบุรุษ และเป็นศัตรูถาวรกับทุรชนฉันใด การเมืองของสัตบุรุษก็ย่อมต้องมีมิตรแท้และมีศัตรูถาวรฉันนั้น

การเมืองที่ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ถ้าจะเป็นสัจธรรม ก็คงเป็นสัจธรรมการเมืองของพวกทุศีลเท่านั้น!

ประชาชนจะยอมเลือกพวกทุศีลมาเป็นผู้แทนของเขาหรือ?

28 พฤศจิกายน 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 29 พฤศจิกายน 2550)




Wednesday, 21 November 2007

สิ่งที่ “อดีตสหาย” สายทักษิณควรพิจารณา

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

นับจากการสิ้นสุดลงของสงครามประชาชนระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับรัฐบาลไทยเมื่อประมาณสองทศวรรษที่ผ่านมา จวบจนกระทั่งต้นปี พศ.2544 การเมืองไทยได้เผชิญความขัดแย้งแหลมคมคู่หนึ่ง คือความขัดแย้งระหว่างนักการเมือง ข้าราชการและประชาชนที่สนับสนุน ดร.ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี กับ นักการเมือง ข้าราชการและประชาชนที่ไม่สนับสนุน ดร.ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี ประเด็นของความขัดแย้งรวมศูนย์อยู่ที่เหตุการณ์ที่ต่อมาสังคมเรียกว่า “กรณีซุกหุ้น”

ความขัดแย้งดังกล่าว เป็นความขัดแย้งหลักของการเมืองไทยระยะนั้น ครอบงำบรรยากาศและพฤติกรรมการเคลื่อนไหวทางการเมืองไทยทั้งในและนอกรัฐสภา ในสภาปรากฏเป็นความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลที่นำโดยพรรคไทยรักไทยฝ่ายหนึ่ง กับพรรคฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์อีกฝ่ายหนึ่ง นอกสภาปรากฏเป็นความขัดแย้งในแนวคำพิพากษาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสองกลุ่มที่พิพากษาคดีซุกหุ้น ปรากฏเป็นความขัดแย้งในองค์กรทั้งภาครัฐ กึ่งภาครัฐ องค์กรภาคประชาชนและในหมู่ประชาชนทั่วไป ในความขัดแย้งหลักคู่นี้ ด้านหลักของความขัดแย้งที่เป็นฝ่ายกำชัยชนะคือด้านที่สนับสนุน ดร.ทักษิณ ชินวัตร

และในด้านที่สนับสนุน ดร.ทักษิณ ชินวัตรนี้ ก็มี “อดีตสหาย” ที่เคยเข้าป่าหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 รวมอยู่ด้วย!

“อดีตสหาย” เหล่านี้บ้างเป็นรัฐมนตรีจากพรรคไทยรักไทย บ้างเป็นรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาล บ้างเป็นแกนนำพรรคไทยรักไทย บ้างเป็นที่ปรึกษา บ้างเป็นคณะทำงาน บ้างเป็นแกนนำการเคลื่อนไหวภาคประชาชน และบ้างเป็นเพียงแฟนคลับธรรมดาที่ไม่มีบทบาทการเมืองอะไรมากไปกว่าการไปหย่อนบัตรลงคะแนนให้พรรคไทยรักไทย

เหตุผลที่ “อดีตสหาย” เหล่านี้สนับสนุน ดร.ทักษิณ บ้างบอกว่า ดร.ทักษิณเป็นตัวแทนพลังการผลิตที่ก้าวหน้า เป็นตัวแทนกลุ่มทุนที่ก้าวหน้ากว่ากลุ่มทุนจารีตนิยม บ้างว่า ดร.ทักษิณให้โอกาสฝ่ายก้าวหน้าในหมู่ประชาชนทำงานมากกว่าหัวหน้าพรรคการเมืองอื่น บ้างเพราะไม่ชอบพรรคประชาธิปัตย์ บ้างเพราะเบื่อคุณชวน

7 ปีผ่านไป จากต้นปี 2544 ถึงปลายปี 2550 ในปัจจุบัน “อดีตสหาย” ส่วนหนึ่งได้ตีจาก ดร.ทักษิณเพราะเห็นว่าทักษิณไม่ได้คิดช่วยเหลือคนยากคนจนอย่างแท้จริง ส่วนหนึ่งกระทั่งนำการเดินขบวนขับไล่เพราะรับไม่ได้กับการรวบอำนาจและการมีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่กระนั้นก็ยังมี “อดีตสหาย” จำนวนไม่น้อยยังคงเหนียวแน่นรับใช้และเป็นแฟนคลับของทักษิณไม่เปลี่ยนแปลง แม้ทั้งที่ทักษิณจะถูกตั้งข้อหาคอร์รัปชั่นมากมาย แม้ทั้งที่ทักษิณกับครอบครัวจะยอมจำนนต้องไปเสียค่าปรับในฐานหลบเลี่ยงไม่จ่ายภาษีจากการโอนหุ้นหลายต่อหลายครั้งให้เห็นกันอยู่ และแม้ทั้งที่ทักษิณจะไม่ได้ให้เกียรติอะไรกับ “อดีตสหาย” เหล่านั้นมากไปกว่าพนักงานกินเงินเดือนคนหนึ่งที่บางครั้งก็เคยแม้แต่ดุด่าว่ากล่าวอย่างไม่ไว้หน้าผ่านสื่อมวลชนในยามที่ใช้ไปทำอะไรแล้วทำไม่ได้ดั่งใจ ไม่ไว้หน้าแม้แต่จะเอาคนที่ขวาสุดขั้วอย่างนายสมัคร สุนทรเวชมาเป็นลูกพี่ที่ “อดีตสหาย” หลายคนเคยต่อสู้ห้ำหั่นทางด้านอุดมการณ์กันอย่างดุเดือดเลือดพล่านมาก่อน!

แต่ “อดีตสหาย” ของเราก็ยังรับทักษิณได้ แม้ทั้งที่เกียรติภูมิต่างๆ ของทักษิณจะแทบไม่มีอะไรเหลือแล้วจากการตกเป็นผู้ต้องหาในคดีคอร์รัปชั่นโกงกินบ้านเมือง นอกจากทรัพย์สินเงินตราในต่างประเทศที่คาดว่าน่าจะยังมีอยู่อย่างมหาศาลถึงขั้นแทบจะซื้อประเทศนี้ได้ทั้งประเทศ!

และด้วยเหตุนี้ ทักษิณจึงยังมีแฟนคลับอยู่ในประเทศอีกมากมาย

และด้วยเหตุนี้ ความแตกแยกร้าวฉาน ความไม่สงบในสังคม กระทั่งอาจทำให้ชาติไทยทั้งชาติล้มละลายจากการที่ประชาชนในชาติต่อสู้ห้ำหั่นกันเองจะยังเป็นภัยอันตรายที่เกิดขึ้นได้ทุกเวลา!

แล้ว “อดีตสหาย” ของเราจะยอมให้สังคมไทยและประเทศไทยตกอยู่ในภัยอันตรายเช่นนี้เชียวหรือ?

ทางหนึ่งที่จะพัฒนาและรักษาระบอบประชาธิปไตยไม่ให้ทหารฉวยโอกาสรัฐประหาร ไม่ให้ประเทศชาติต้องแตกแยกวุ่นวายก็คือ ไม่รับใช้นักการเมืองที่เผด็จการและคอร์รัปชั่นโกงกิน สนับสนุนนักการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ไม่คอร์รัปชั่น มีมารยาทและมีความเป็นผู้ดีทางการเมืองพอที่จะไม่ต้องรอให้ประชามหาชนมาเดินขบวนขับไล่ให้เป็นเหตุให้ผู้ไม่หวังดีฉวยโอกาสแทรกแซง

เพียงเพราะทิษฐิ เพียงเพราะความต้องการที่จะเอาชนะ เพียงเพราะคนคนเดียวที่อาจจะมีบุญคุณกับเราเป็นการส่วนตัว แต่คนคนนั้นกำลังมีคดีคอร์รัปชั่นโกงบ้านกินเมืองที่ควรให้โอกาสกระบวนการยุติธรรมได้ทำหน้าที่ของมัน มากกว่าไปหลบลี้หนีหน้าและสร้างความปั่นป่วนให้กับสังคม เราจะยังรับใช้เขา เห็นแก่เขามากกว่าเห็นแก่ความสงบสุขภายในชาติเชียวหรือ?

ปลายปี 2519 หลังเหตุการณ์สังหารโหด 6 ตุลาคม ขณะที่นักศึกษาประชาชนจำนวนมากรวมทั้ง “อดีตสหาย” เหล่านี้เดินทางเข้าป่าสมทบกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ขณะที่การปฏิวัติกำลังอยู่ในกระแสสูงนั้น พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเคยเสนอให้ความช่วยเหลือด้วยการนำกำลังทหารต่างชาติเข้ามาปลดปล่อยภาคอีสานของไทย แต่พรรคคอมมิวนิสต์ไทยกลับไม่ยอมรับความช่วยเหลือนี้ ด้วยเหตุผลที่ ธง แจ่มศรี เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า ชนะแบบนี้ “จะเกิดผลเสียหายแก่ประเทศชาติมากกว่า” ยังผลให้พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามตัดความช่วยเหลือพรรคคอมมิวนิสต์ไทย ในที่สุดแม้พรรคคอมมิวนิสต์ไทยจะพ่ายแพ้ แต่ประเทศไทยก็ยังรักษาไว้ได้ไม่เสียหาย!(ข้อมูลจากต้นฉบับหนังสือประวัติธง แจ่มศรีซึ่งมีกำหนดจะตีพิมพ์ในปีหน้า)

“อดีตสหาย” สายทักษิณของเราไม่คิดแบบนี้บ้างหรือ?


21 พฤศจิกายน 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 22 พฤศจิกายน 2550)




Wednesday, 14 November 2007

การเมืองแตกแยก เราไม่แยกแตกกัน

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

ถ้าจะมีใครพูดว่า สังคมไทยไม่มีความแตกแยก ใครคนนั้นถ้าไม่โกหก ก็กำลังหลอกตัวเอง!

ปัจจุบันสังคมไทยกำลังเผชิญความแตกแยกทางความคิดครั้งใหญ่ที่สุดนับจากการสิ้นสุดลงของสงครามแย่งชิงประชาชนระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับรัฐบาลไทยเมื่อประมาณสองทศวรรษที่ผ่านมา

ความแตกแยกที่ว่านี้ หนึ่งที่เห็นชัดคือ ความแตกแยกที่เกี่ยวพันกับอุดมการทางศาสนาและภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏเป็นวิกฤติไฟใต้ซึ่งยังแก้ไม่ตกอยู่ในปัจจุบัน

อีกหนึ่งที่เห็นชัดไม่แพ้กันคือ ความแตกแยกทางการเมืองระหว่างกลุ่มอำนาจเก่าที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำกับกลุ่มอำนาจใหม่ที่มีพลพรรค คมช. กับพวกจารีตเป็นแกนนำ

การต่อสู้ที่นำมาซึ่งความแตกแยกครั้งใหญ่ในสังคมทุกวันนี้ได้ชักพาประชาชนจำนวนมาก อาจกล่าวได้ว่าเกือบทั่วทั้งสังคมเข้าสู่หรือเป็นส่วนหนึ่งของวงจรแห่งความขัดแย้งนี้

เบื้องหน้าความแตกแยกใหญ่ทั้งสองประการข้างต้น เกิดการต่อสู้และความแตกแยกที่ตามมาอีกมากมายหลายประการ
ความแตกแยกทางภาคใต้นำมาซึ่งการก่อการร้าย การต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดน และความแตกแยกร้าวฉานของประชาชนในพื้นที่ที่เคยอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

ความแตกแยกระหว่างกลุ่มอำนาจเก่ากับกลุ่มอำนาจใหม่ นำมาซึ่งการบดขยี้ทำลายล้างก่อนการเลือกตั้ง การแบ่งขั้วทางการเมืองในหมู่ประชาชน ตามมาด้วยความแตกแยกทั้งในหมู่ประชาชนและนักการเมืองที่ยังดำเนินต่อไปอีกหลังการเลือกตั้ง และสุดท้ายเมื่อรัฐบาลใหม่ไม่สามารถแก้ไขความแตกแยกขัดแย้งในสังคมรวมทั้งไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอื่นๆ ให้เป็นที่พอใจของผู้มีส่วนได้เสียได้ ภาพการนำรถถังออกมารัฐประหารฉุดกระชากระบอบประชาธิปไตยให้ถอยกลับไปข้างหลังก็จะปรากฏให้เห็นอีกครั้งดังที่ คมช. และ ผบ.ทบ.คนปัจจุบันไม่เคยให้คำรับรองว่าจะไม่ก่อรัฐประหารอีก

ดูเหมือนคนมองโลกในแง่ร้าย แต่โปรดเชื่อเถอะสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริง!

เกิดขึ้นจริงเหมือนที่เกิดระเบิดและเกิดการฆ่ากันทุกเมื่อเชื่อวันที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้!

เกิดขึ้นจริงเหมือนที่เกิดมาตรการมากมายที่พยายามสกัดกั้นไม่ให้กลุ่มอำนาจเก่าชนะการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาล!

เกิดขึ้นจริงเหมือนที่เกิดความแตกแยกร้าวลึกในสังคมตั้งแต่สมัยทักษิณเรื่อยมายันสมัย คมช. และจวบกระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดไป!

เบื้องหน้าความแตกแยกเหล่านี้ ประชาชนจะต้องตั้งสติและไม่นำตนเข้าไปร่วมรับใช้ผลประโยชน์ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

ประชาชนต้องถามตัวเองว่า เรารักชาติและรักประชาธิปไตยหรือไม่?

ถ้ารักชาติ ก็ต้องรักเอกราชอธิปไตยของชาติ ที่ไม่ยอมให้ใครมาแบ่งแยกผืนแผ่นดิน ไม่ยอมให้ต่างชาติมาแทรกแซงบงการ

ถ้ารักประชาธิปไตย ก็ต้องไม่สนับสนุนเผด็จการ ไม่ช่วยทำงานให้พวกเผด็จการ ไม่สนับสนุนคนโกงให้มาปกครองประเทศ และไม่สนับสนุนทหารให้มาฉีกรัฐธรรมนูญ

การเมืองไทยทุกวันนี้ ที่มีแต่ความแตกแยกขัดแย้ง ดูมืดมนไม่มีอนาคต เพราะต่างฝ่ายต่างต่อท่อน้ำเลี้ยงให้กันและกัน ไม่เพียงทักษิณหรือคมช. เท่านั้นที่ต่อท่อน้ำเลี้ยงให้พรรคพวกของตน ประชาชนที่ไปถือหางทั้งสองฝ่ายก็มีส่วนต่อท่อน้ำเลี้ยงให้ทั้งทักษิณและคมช.ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม

ถ้าไม่มีแฟนคลับ ทักษิณจะยังวาดลวดลายได้ถึงขนาดนี้หรือ?

และถ้าไม่มีแฟนคลับ คมช. จะกล้าพูดหรือว่า อนาคตจะปฏิวัติอีกหรือไม่อยู่ที่สถานการณ์?

เบื้องหน้าความแตกแยกทางการเมือง ประชาชนต้องไม่แยกแตกกัน ไม่เป็นแฟนคลับที่คอยต่อท่อน้ำเลี้ยงให้คนพวกนั้นทำลายประชาธิปไตยของบ้านเมือง

เห็นความแตกแยกของบ้านเมืองวันนี้แล้ว คิดถึงเพลง “มือเรียวเกี่ยวรวง” ของ พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ที่ว่า

“บนพื้นดินแยกแตก เราไม่แยกแตกกัน กำด้ามเคียวมือเรียวเกี่ยวสัมพันธ์ พลิกพื้นดินถิ่นฐานบ้านเรา”


14 พฤศจิกายน 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 15 พฤศจิกายน 2550)




Friday, 9 November 2007

ความมั่นคงของชาติหรือความมั่นคงของใคร?

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

แล้วในที่สุดร่าง พรบ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรก็ผ่านการเห็นชอบในขั้นรับหลักการจากสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จนได้ ด้วยคะแนน 101 ต่อ 20 งดออกเสียง 2 แม้ทั้งที่กลุ่มองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดทั้งนักวิชาการและสื่อมวลชนจะออกมารณรงค์ต่อต้านคัดค้าน และออกแถลงการณ์ให้ สนช.คว่ำร่าง พรบ.ฉบับนี้ในขั้นรับหลักการก็ตาม

คอลัมน์ “ราชดำเนิน อเวนิว” ฉบับวันอังคารที่ 17 กรกฎาคม 2550 ได้เคยเขียนเหตุผลที่สังคมไทยไม่ควรยอมรับร่าง พรบ. ฉบับนี้ไว้แล้วซึ่งมีด้วยกัน 4 ประการคือ

1) เนื้อหาที่เผด็จอำนาจและลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้อำนาจเจ้าหน้าที่อย่างครอบจักรวาล และคุ้มครองการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ (ที่แม้จะใช้อย่างผิดๆ แต่อ้างว่ากระทำโดยสุจริต)ที่จะไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา ทางวินัยหรือกระทั่งนำเรื่องขึ้นสู่ศาลปกครองก็ไม่ได้

2) หลักการที่ขัดกับระบอบประชาธิปไตย ที่อำนาจอธิปไตยทั้งสาม คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ผูกขาดอยู่กับคนเพียงคนเดียวคือ ผอ.รมน. และผิดธรรมเนียมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่รัฐบาลชั่วคราวที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนควรจะมีมารยาทพอที่จะไม่ผลักดันกฎหมายสำคัญๆ โดยเฉพาะกฎหมายที่ผูกพันผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศชาติหรือกฎหมายที่กระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนออกมา

3) เบื้องหลังการออกกฎหมายที่มีข้อสงสัยว่าน่าจะเป็นหนึ่งในแผนการทำลายฝ่ายตรงข้ามและสืบทอดอำนาจของคมช. ดังนั้นจึงต้องพยายามผลักดันร่างกฎหมายนี้ออกมาทั้งที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนขนาดนั้น และ

4) ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลกที่ตกต่ำอยู่แล้ว ก็จะยิ่งตกต่ำลงไปอีกจากการออกกฎหมายที่สวนทางกับการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนที่ประเทศเจริญแล้วทั่วโลกทำกัน

แม้รัฐบาลจะนำร่าง พรบ. ฉบับนี้ออกไปปรับปรุงแก้ไขแต่เนื้อหาสำคัญหลายประเด็นที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ยังคงปรากฏอยู่ตามเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

น.ต. ประสงค์ สุ่นศิริ สมาชิก สนช. กล่าวถึงการให้อำนาจเจ้าหน้าที่อย่างครอบจักรวาลของร่างกฎหมายฉบับนี้ว่า

“ประเทศของเรามาไกลเกินที่จะเลี้ยวซ้ายขวากลับไปหาระบบอำนาจนิยม แต่อ่าน พรบ. นี้ทั้งหมดแล้วเหมือนกับเรากำลังเซ็นเช็คเปล่าให้กับผู้อื่นไปกรอกจำนวนเอาเองตามใจชอบ...วันนี้สังคมเรามีปัญหาที่กังวลใจหลายอย่างทั้งภาคใต้ ปัญหาเศรษฐกิจ ความแตกแยกในสังคม แทนที่รัฐบาลจะเอาใจใส่แก้ไข กลับเสนอขออำนาจเข้ามาอีก”

และพูดเป็นนัยให้เห็นถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงในการพยายามเข็นร่าง พรบ. ฉบับนี้ออกมาว่า

“ผมเห็นด้วยที่จะเห็นบ้านเมืองมั่นคง แต่ต้องเป็นความมั่นคงแห่งรัฐ เป็นความมั่นคงของประชาชนที่สามารถจะมีชีวิตอย่างสงบปลอดภัย เป็นปกติสุขภายใต้กฎหมายที่เป็นธรรม ไม่ถูกทำร้าย ไม่ใช่เพื่อความมั่นคงของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง”

คุณบัญญัติ ทัศนียะเวช สมาชิก สนช.สายสื่อมวลชนให้เหตุผลของการคัดค้านร่าง พรบ. ฉบับนี้ว่า

“กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยับยั้งภัยความมั่นคง แต่คำว่าภัยความมั่นคงในกฎหมายฉบับนี้ตีความได้ทุกกรณี ดังนั้นไม่น่าจะนำกฎหมายนี้มาบังคับใช้ในช่วงบ้านเมืองกำลังจะก้าวพ้นจากการถูกตราหน้าว่าเป็นเผด็จการจากกรณีรัฐประหาร 19 ก.ย. นอกจากนี้ประเทศกำลังใช้รัฐธรรมนูญ 50 ที่ให้สิทธิเสรีภาพประชาชนมากที่สุด กำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งเพื่อกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่กฎหมายนี้ได้ทำลายบรรยากาศการให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยสิ้นเชิง แสดงถึงแก่นแท้รัฐบาลที่ต้องการมีอำนาจในมือ ไม่แน่ใจว่าการเลือกตั้งจะถูกแทรกแซงหรือไม่ แสดงให้เห็นความไม่จริงใจของรัฐบาลที่จะคืนอำนาจให้ประชาชน”

ความพยายามเข็นร่าง พรบ. ฉบับนี้ออกมาจนมีการรับหลักการในวาระแรก ถ้าเป็นสงคราม สงครามนี้ก็ยังไม่ยุติ ยังจะต้องมีการต่อต้านคัดต้านจากผู้รักสิทธิประชาธิปไตยต่อไปอีก และหากดำเนินต่อไปจนกระทั่งสามารถประกาศใช้ได้เมื่อไร เมื่อนั้นแหละศพของทั้งสองฝ่ายจะเกลื่อนกลาดจนนับไม่หมด ไม่มีใครได้ชัยชนะ เช่นเดียวกับที่ในอดีตรัฐบาลก็ไม่เคยเอาชนะพรรคคอมมิวนิสต์ได้จากการใช้กฎหมายปราบปรามคอมมิวนิสต์

เราขอสดุดี 20+2 สมาชิก สนช. ที่ไม่รับหลักการร่าง พรบ. ฉบับนี้ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมสมาชิก สนช. อีกหลายคนที่เคยมีบทบาทต่อสู้เพื่อประชาชนจึงไม่มีรายชื่ออยู่ในกลุ่ม 20+2 และทำไมการประชุมพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญฉบับนี้จึงมีผู้เข้าประชุมเพียง 123 คน จากทั้งหมด 250 คน สมาชิก สนช. อีกกว่าร้อยคนไปอยู่เสียที่ไหน?


9 พฤศจิกายน 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 10 พฤศจิกายน 2550)


รายชื่อสมาชิก สนช.ที่ไม่รับหลักการ


1. นายโคทม อารียา
2. พล.ท.เจริญศักดิ์ เที่ยงธรรม
3. พล.ต.ท.ชัยยันต์ กะกล่ำทอง
4. นายดำรงค์ สุมาลยศักดิ์
5. นายตวง อันทะไชย
6. นางเตือนใจ ดีเทศน์
7. นายทวี สุรฤทธิกุล
8. พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน
9. นางบัญญัติ ทัศนียะเวช
10. นายประพันธ์ คูณมี
11. น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ
12. ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์
13. นายภัทระ คำพิทักษ์
14. นางมุกดา อินต๊ะสาร
15. นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์
16. นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธ์
17. นายสมเกียรติ อ่อนวิมล
18. นายสมชาย แสวงการ
19. นายสุริชัย หวันแก้ว
20. นายโสภณ สุภาพงษ์

รายชื่อสมาชิก สนช. ที่งดออกเสียง


1. นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา
2. นายวิทย์ รายนานนท์