4 ภาคการเมืองไทย
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com
ถ้ากล้าพูดและกล้ายอมรับความจริงกัน การเมืองไทยวันนี้มี 4 ภาคหรือ 4 กลุ่มพลังที่มีบทบาทและมีอิทธิพลต่อคุณภาพและรูปโฉมของการเมืองไทย
4 ภาคหรือ 4 กลุ่มพลังที่ว่านี้คือ ภาครัฐสภา ภาคประชาชน ภาคราชการ และภาคผู้มีบารมี
ในแต่ละภาคล้วนมีกลุ่มทุนหรือนักธุรกิจให้การสนับสนุนหรือเข้ามาเกี่ยวพันอยู่ทั้งสิ้น จะต่างกันเพียงที่บางภาคมีมาก บางภาคมีน้อย บางครั้งเข้ามาสนับสนุนอย่างเปิดเผย บางครั้งไม่เปิดเผย
การเมืองภาครัฐสภากับการเมืองภาคประชาชนนั้น มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญรับรอง แต่การเมืองภาคราชการกับภาคผู้มีบารมีไม่มี
1. การเมืองภาครัฐสภา หรือที่หลายคนชอบเรียกว่า “การเมืองในระบบ” ตัวแสดงที่สำคัญคือ พรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง นักการเมือง และผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. เป็นผู้กำกับการแสดงให้อยู่ในกฎกติกา การเมืองภาครัฐสภาเป็นภาคการเมืองหลักของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ตัวแสดงแต่ละตัวล้วนเป็นตัวแทนหรือยืนอยู่บนจุดยืนของกลุ่มผลประโยชน์ที่แน่นอน ไม่เว้นแม้ชาวบ้านผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม การเมืองภาคนี้ได้รับการยอมรับในเบื้องต้นว่าสามารถสะท้อนความต้องการของประชาชนว่าต้องการให้ใครมานำพาประเทศชาติไปในทิศทางไหน แต่น่าอนาถที่ผ่านมา การเมืองภาคนี้ของไทยประสบความล้มเหลวมากกว่าความสำเร็จ 75 ปีที่สถาปนาระบอบประชาธิปไตย มีช่วงที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆ เพียงไม่กี่ปีเท่านั้น
2. การเมืองภาคประชาชน หรือที่บางคนเรียกอย่างดูถูกเหยียดหยามว่า “การเมืองนอกระบบ” บ้าง “การเมืองบนถนน” บ้าง และ “การเมืองของพวกกฎหมู่” บ้าง ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นการเมืองระบบหนึ่งที่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญรองรับไว้โดยชัดเจน ตัวแสดงที่สำคัญคือ องค์กรเคลื่อนไหวภาคเอกชน รวมทั้งประชาชนที่มีการจัดตั้งเป็นครั้งคราวและไม่มีการจัดตั้ง นอกจากนี้บ่อยครั้งยังมีสมาชิกพรรคการเมืองเข้าร่วมในการเคลื่อนไหวการเมืองของภาคนี้ ตัวอย่างของการเมืองภาคประชาชนที่สำคัญ เช่น การเดินขบวนคัดค้านการเลือกตั้งสกปรกปี 2500 การเดินขบวนคัดค้านฐานทัพอเมริกา การชุมนุมเดินขบวนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 6 ตุลาคม และพฤษภาทมิฬ การชุมนุมเดินขบวนคัดค้านการสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้าต่างๆ การชุมนุมเดินขบวนขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ และการบุกรัฐสภาขององค์กรภาคประชาชนเพื่อคัดค้านการเร่งออกกฎหมายของ สนช.เมื่อเร็วๆ นี้ เป็นต้น
3. การเมืองภาคราชการ คือการเมืองที่เล่นโดยข้าราชการพลเรือนและข้าราชการทหารตำรวจ เป็นภาคการเมืองที่รัฐธรรมนูญไม่รับรอง แต่กลับมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเมืองภาคหลักของไทย ไม่เพียงคำกล่าวที่ว่า “พรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดคือพรรคข้าราชการ” ที่ลึกๆ แล้ว นักการเมืองไทยมักแหยงไม่อยากปะทะหรือมีเรื่องด้วยเท่านั้น การรัฐประหารยึดอำนาจการปกครอง ยุติการทำงานของรัฐสภา ล้มเลิกรัฐธรรมนูญที่นำโดยผู้บัญชาการทหารและตำรวจหลายสิบครั้งที่ผ่านมา ล้วนเป็นพยานหลักฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ถึงอำนาจอิทธิพลของพลังการเมืองภาคนี้ ตัวแสดงหลักที่เป็นทหารตำรวจของการเมืองภาคนี้นอกจากจะทำเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตนแล้ว บางครั้งก็ถูกขอร้องให้ช่วยทำ
4. การเมืองภาคผู้มีบารมี สังคมไทยเป็นสังคมที่มีริ้วรอยวัฒนธรรมตกค้างจากยุคศักดินาค่อนข้างมาก การขึ้นต่อและยอมรับด้วยศรัทธาที่มีต่อผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้มีอำนาจบารมีในสังคมที่แม้ไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยตรงยังคงมีอิทธิพลอยู่อย่างมาก เห็นได้จากทั้งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและการทหารต่างให้ความเคารพเกรงใจ ในอดีตภาคผู้มีบารมีไม่ค่อยลดตัวลงมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองจนเกินไป สังคมก็จะให้การยอมรับค่อนข้างสูง แต่ในระยะหลังๆ ที่ภาคผู้มีบารมีกระโดดลงมาแสดงเองโดยตรงหลายหน ทำให้ภาพที่สังคมให้ความเคารพ กลับกลายเป็นภาพของคู่ต่อสู้ทางการเมืองในสายตาของคนบางคนหรือกลุ่มการเมืองบางกลุ่มไป
ผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา และการจัดตั้งรัฐบาลที่กำลังดำเนินอยู่เวลานี้ ตลอดถึงการบริหารประเทศที่จะดำเนินต่อไป เป็นความรับผิดชอบของการเมืองภาครัฐสภาโดยตรง ดังนั้นคุณภาพของการเมืองไทยนับแต่วันนี้จึงตกอยู่ในมือของพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา หากกระทำไม่ดี ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่การเมืองภาคอื่นๆ จะต้องเข้ามาแสดงบทบาทแทน ด้วยเหตุนี้ คำพูดทำนองที่ว่า “อย่าลากการเมืองลงถนน” นั้น ควรต้องย้อนถามกันใหม่ว่า ถ้าการเมืองในรัฐสภาซึ่งเป็นภาคหลักของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยทำหน้าที่ของตนดี ไหนเลยจะมีใครมาลากมันลงถนน ถ้าการเมืองในรัฐสภาไม่เอาแต่ทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิงผลประโยชน์ให้ตน ทำลายผลประโยชน์ของประเทศชาติและของคนอื่น ไหนเลยจะมีใครออกมาเดินขบวนหรือเอารถถังออกมาจอดนอกบ้าน และถ้าการเมืองในรัฐสภาคิดถึงประเทศชาติ คิดถึงประชาชน นักการเมืองก็ต้องพร้อมที่จะลงจากเวทีในยามที่ไม่เป็นที่ต้อนรับของประชาชน เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยให้คงไว้ ไม่ใช่ดื้อดึงเกาะเก้าอี้จนปล่อยให้รถถังออกมาล้มระบอบประชาธิปไตยอย่างที่ผ่านมา
26 ธันวาคม 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 27 ธันวาคม 2550)



