<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-8388286793321089779</id><updated>2011-06-08T12:07:30.014+07:00</updated><title type='text'>Ratchadamnoen Avenue</title><subtitle type='html'>Ratchadamnoen Avenue&lt;br&gt;
ราชดำเนิน อเวนิว&lt;br&gt;
ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br&gt;
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม&lt;br&gt;
&lt;a href="mailto:roichaksaam@gmail.com"&gt;roichaksaam@gmail.com&lt;/a&gt;</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://rda15705.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rda15705.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>25</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8388286793321089779.post-4413254222393807277</id><published>2007-12-26T12:34:00.002+07:00</published><updated>2008-07-24T06:02:13.179+07:00</updated><title type='text'>4 ภาคการเมืองไทย</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม&lt;br /&gt;&lt;a href="mailto:roichaksaam@gmail.com"&gt;roichaksaam@gmail.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้ากล้าพูดและกล้ายอมรับความจริงกัน การเมืองไทยวันนี้มี 4 ภาคหรือ 4 กลุ่มพลังที่มีบทบาทและมีอิทธิพลต่อคุณภาพและรูปโฉมของการเมืองไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;4 ภาคหรือ 4 กลุ่มพลังที่ว่านี้คือ ภาครัฐสภา ภาคประชาชน ภาคราชการ และภาคผู้มีบารมี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในแต่ละภาคล้วนมีกลุ่มทุนหรือนักธุรกิจให้การสนับสนุนหรือเข้ามาเกี่ยวพันอยู่ทั้งสิ้น จะต่างกันเพียงที่บางภาคมีมาก บางภาคมีน้อย บางครั้งเข้ามาสนับสนุนอย่างเปิดเผย บางครั้งไม่เปิดเผย&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;การเมืองภาครัฐสภากับการเมืองภาคประชาชนนั้น มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญรับรอง แต่การเมืองภาคราชการกับภาคผู้มีบารมีไม่มี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;1. การเมืองภาครัฐสภา &lt;/strong&gt;หรือที่หลายคนชอบเรียกว่า “การเมืองในระบบ” ตัวแสดงที่สำคัญคือ พรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง นักการเมือง และผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. เป็นผู้กำกับการแสดงให้อยู่ในกฎกติกา การเมืองภาครัฐสภาเป็นภาคการเมืองหลักของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ตัวแสดงแต่ละตัวล้วนเป็นตัวแทนหรือยืนอยู่บนจุดยืนของกลุ่มผลประโยชน์ที่แน่นอน ไม่เว้นแม้ชาวบ้านผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม การเมืองภาคนี้ได้รับการยอมรับในเบื้องต้นว่าสามารถสะท้อนความต้องการของประชาชนว่าต้องการให้ใครมานำพาประเทศชาติไปในทิศทางไหน แต่น่าอนาถที่ผ่านมา การเมืองภาคนี้ของไทยประสบความล้มเหลวมากกว่าความสำเร็จ 75 ปีที่สถาปนาระบอบประชาธิปไตย มีช่วงที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆ เพียงไม่กี่ปีเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2. การเมืองภาคประชาชน&lt;/strong&gt; หรือที่บางคนเรียกอย่างดูถูกเหยียดหยามว่า “การเมืองนอกระบบ” บ้าง “การเมืองบนถนน” บ้าง และ “การเมืองของพวกกฎหมู่” บ้าง ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นการเมืองระบบหนึ่งที่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญรองรับไว้โดยชัดเจน ตัวแสดงที่สำคัญคือ องค์กรเคลื่อนไหวภาคเอกชน รวมทั้งประชาชนที่มีการจัดตั้งเป็นครั้งคราวและไม่มีการจัดตั้ง นอกจากนี้บ่อยครั้งยังมีสมาชิกพรรคการเมืองเข้าร่วมในการเคลื่อนไหวการเมืองของภาคนี้ ตัวอย่างของการเมืองภาคประชาชนที่สำคัญ เช่น การเดินขบวนคัดค้านการเลือกตั้งสกปรกปี 2500 การเดินขบวนคัดค้านฐานทัพอเมริกา การชุมนุมเดินขบวนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 6 ตุลาคม และพฤษภาทมิฬ การชุมนุมเดินขบวนคัดค้านการสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้าต่างๆ การชุมนุมเดินขบวนขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ และการบุกรัฐสภาขององค์กรภาคประชาชนเพื่อคัดค้านการเร่งออกกฎหมายของ สนช.เมื่อเร็วๆ นี้ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3. การเมืองภาคราชการ&lt;/strong&gt; คือการเมืองที่เล่นโดยข้าราชการพลเรือนและข้าราชการทหารตำรวจ เป็นภาคการเมืองที่รัฐธรรมนูญไม่รับรอง แต่กลับมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเมืองภาคหลักของไทย ไม่เพียงคำกล่าวที่ว่า “พรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดคือพรรคข้าราชการ” ที่ลึกๆ แล้ว นักการเมืองไทยมักแหยงไม่อยากปะทะหรือมีเรื่องด้วยเท่านั้น การรัฐประหารยึดอำนาจการปกครอง ยุติการทำงานของรัฐสภา ล้มเลิกรัฐธรรมนูญที่นำโดยผู้บัญชาการทหารและตำรวจหลายสิบครั้งที่ผ่านมา ล้วนเป็นพยานหลักฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ถึงอำนาจอิทธิพลของพลังการเมืองภาคนี้ ตัวแสดงหลักที่เป็นทหารตำรวจของการเมืองภาคนี้นอกจากจะทำเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตนแล้ว บางครั้งก็ถูกขอร้องให้ช่วยทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;4. การเมืองภาคผู้มีบารมี&lt;/strong&gt; สังคมไทยเป็นสังคมที่มีริ้วรอยวัฒนธรรมตกค้างจากยุคศักดินาค่อนข้างมาก การขึ้นต่อและยอมรับด้วยศรัทธาที่มีต่อผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้มีอำนาจบารมีในสังคมที่แม้ไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยตรงยังคงมีอิทธิพลอยู่อย่างมาก เห็นได้จากทั้งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและการทหารต่างให้ความเคารพเกรงใจ ในอดีตภาคผู้มีบารมีไม่ค่อยลดตัวลงมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองจนเกินไป สังคมก็จะให้การยอมรับค่อนข้างสูง แต่ในระยะหลังๆ ที่ภาคผู้มีบารมีกระโดดลงมาแสดงเองโดยตรงหลายหน ทำให้ภาพที่สังคมให้ความเคารพ กลับกลายเป็นภาพของคู่ต่อสู้ทางการเมืองในสายตาของคนบางคนหรือกลุ่มการเมืองบางกลุ่มไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา และการจัดตั้งรัฐบาลที่กำลังดำเนินอยู่เวลานี้ ตลอดถึงการบริหารประเทศที่จะดำเนินต่อไป เป็นความรับผิดชอบของการเมืองภาครัฐสภาโดยตรง ดังนั้นคุณภาพของการเมืองไทยนับแต่วันนี้จึงตกอยู่ในมือของพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา หากกระทำไม่ดี ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่การเมืองภาคอื่นๆ จะต้องเข้ามาแสดงบทบาทแทน ด้วยเหตุนี้ คำพูดทำนองที่ว่า “อย่าลากการเมืองลงถนน” นั้น ควรต้องย้อนถามกันใหม่ว่า ถ้าการเมืองในรัฐสภาซึ่งเป็นภาคหลักของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยทำหน้าที่ของตนดี ไหนเลยจะมีใครมาลากมันลงถนน ถ้าการเมืองในรัฐสภาไม่เอาแต่ทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิงผลประโยชน์ให้ตน ทำลายผลประโยชน์ของประเทศชาติและของคนอื่น ไหนเลยจะมีใครออกมาเดินขบวนหรือเอารถถังออกมาจอดนอกบ้าน และถ้าการเมืองในรัฐสภาคิดถึงประเทศชาติ คิดถึงประชาชน นักการเมืองก็ต้องพร้อมที่จะลงจากเวทีในยามที่ไม่เป็นที่ต้อนรับของประชาชน เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยให้คงไว้ ไม่ใช่ดื้อดึงเกาะเก้าอี้จนปล่อยให้รถถังออกมาล้มระบอบประชาธิปไตยอย่างที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="right"&gt;26 ธันวาคม 2550&lt;br /&gt;(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 27 ธันวาคม 2550)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="mailto:roichaksaam@gmail.com"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/mailto:a&gt;&lt;?xml:namespace prefix = mailto /&gt;&lt;mailto:a href="roichaksaam@gmail.com"&gt;&lt;/mailto:a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8388286793321089779-4413254222393807277?l=rda15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rda15705.blogspot.com/feeds/4413254222393807277/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8388286793321089779&amp;postID=4413254222393807277' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/4413254222393807277'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/4413254222393807277'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rda15705.blogspot.com/2008/07/4.html' title='4 ภาคการเมืองไทย'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8388286793321089779.post-5170343384980844279</id><published>2007-12-19T08:00:00.004+07:00</published><updated>2008-07-08T12:29:24.696+07:00</updated><title type='text'>อย่าเอื้อมเด็ดดอกฟ้า   มาถนอม</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม &lt;br /&gt;&lt;a href="mailto:roichaksaam@gmail.com"&gt;roichaksaam@gmail.com&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคมที่จะถึงนี้ พรรคการเมืองตั้งแต่ลำดับสามลงมาซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล ถ้าไม่นับพรรคมัชฌิมาธิปไตยที่สร้างตำนานการเมืองภายในพรรคที่พิลึกพิลั่นที่สุดเท่าที่เคยมีพรรคการเมืองในประเทศนี้มา พรรคที่มีสีสันและได้รับความสนอกสนใจจากคอการเมืองมากที่สุดเห็นจะได้แก่พรรคชาติไทยของคุณบรรหาร ศิลปอาชา&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHL6opQ6LQI/AAAAAAAAAmA/kffEdMhav0w/s1600-h/poem4.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://bp0.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHL6opQ6LQI/AAAAAAAAAmA/kffEdMhav0w/s400/poem4.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5220510494254312706" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายถึงการออกมาวาดลวดลายหลายยกหลายฉากที่ผ่านมาของคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตรองหัวหน้าพรรค ไม่ได้หมายถึงกรณีสะพานหักตกน้ำครำของคุณบรรหารกับคุณแบม จณิสตา และไม่ได้หมายถึงการลื่นไหลไปมาระหว่างการปราศรัยหาเสียงของคุณบรรหารที่เดี๋ยวจะร่วมมือกับอดีตพรรคร่วมฝ่ายค้าน เดี๋ยวจะร่วมมือกับพรรคพลังประชาชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความสนใจของคอการเมืองที่มีต่อพรรคชาติไทยอยู่ที่อยากรู้ว่า หลังวันที่ 23 ธันวาคมนี้ จุดยืนทางการเมืองของพรรคชาติไทย หรือพูดให้ถูกต้องคือของคุณบรรหารจะอยู่ที่ไหน?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าพรรคพลังประชาชนได้เสียงมากพอจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคชาติไทย ซึ่งอาจมีพรรคอื่นร่วมอีกหรือไม่ก็ตาม โดยมีข้อตกลงให้คุณบรรหารเป็นนายกรัฐมนตรี คุณบรรหารจะร่วมกับพรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลไหม? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรงกันข้าม ถ้าในสถานการณ์เดียวกันนั้น พรรคประชาธิปัตย์กลับรวบรวมพรรคเล็กพรรคน้อยและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ถ้าพรรคชาติไทยให้ความร่วมมือด้วยอีกพรรคหนึ่ง โดยมีคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคชาติไทยของคุณบรรหารจะยอมร่วมรัฐบาลไหม? หรือจะขอเป็นนายกรัฐมนตรีเองโดยร่วมมือกับพรรคพลังประชาชน?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อสมมุติดังกล่าวข้างต้น จนทุกวันไม่มีใครกล้าคาดเดาว่า คุณบรรหารจะตัดสินใจอย่างไร ค่าที่ผ่านมาคุณบรรหารมักมีจุดยืนไม่แจ่มชัด ในอดีตขณะเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน คุณบรรหารก็เคยนัดกินหูฉลามกับคุณทักษิณมาแล้ว หากย้อนอดีตกลับไปไกลขึ้นอีก พรรคชาติไทยของคุณบรรหารก็ได้ชื่อว่าเป็นพรรคที่พร้อมเสียบไม่แพ้ใคร คุณบรรหารเองถึงกับเคยโอดโอยถึงความอดอยากปากแห้งมาแล้วในยามที่ต้องตกเป็นฝ่ายค้าน ยิ่งเมื่อมีข่าวทำนองว่าพรรคพลังประชาชนกำลังมาแรง และมีข่าวทำนองว่าสังคมส่วนหนึ่งไม่สู้จะยอมรับพรรคนี้ และโดยเฉพาะไม่ยอมรับให้คุณสมัคร หัวหน้าพรรคขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ผู้คนจึงต่างหันสายตามาที่คุณบรรหารในฐานะผู้ที่น่าจะเหมาะสมที่สุดในการก้าวขึ้นรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนคุณสมัคร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และถ้าร่วมมือกับพรรคพลังประชาชนแล้วได้เป็นนายกรัฐมตรี กับร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์แล้วไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี มิหนำพรรคนี้ยังเคยขุดคุ้ยด่าทอไปถึงบรรพบุรุษแซ่เบ๊ของตนมาแล้วในยามที่ตนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก คิดถึงตรงนี้แล้วยิ่งท้าทายการตัดสินใจของคุณบรรหารยิ่งนัก! ยิ่งเมื่อนึกถึงตำนานการเมืองปี 2518 ที่ มรว.คึกฤทธิ์ นำสส.พรรคกิจสังคมไม่กี่คนก้าวขึ้นรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีท่ามกลางการสนับสนุนของพรรคการเมืองใหญ่น้อยในสภาด้วยแล้ว ใครเล่าจักไม่เข้าใจความรู้สึกลึกๆ ของชายร่างสั้นผู้นี้!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณบรรหารนั้น เช่นเดียวกับคุณเสนาะและคุณสนั่น กล่าวคือเป็นนักการเมืองที่คร่ำหวอด จะทำถูกบ้างผิดบ้าง รุ่งบ้างไม่รุ่งบ้าง สังคมก็มีความรู้สึกว่าเป็นบุคลากรทางการเมืองที่มีความสำคัญ การเคลื่อนไหวไม่เคยไม่เป็นที่สนใจ ดังนั้น การตัดสินใจหลังวันที่ 23 ธันวาคมนี้ของคุณบรรหารย่อมเป็นที่สนใจอย่างมากของสังคม ยิ่งไปกว่านั้นเป็นการพิสูจน์จุดยืนครั้งสำคัญของคุณบรรหาร เพราะไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อเหตุการณ์ที่จะตามมาของประเทศชาติ ของพรรคชาติไทย รวมทั้งของลูกหลานคุณบรรหารเองหลังวันที่ 23 หากยังจะจารึกค่าความเป็นนักการเมืองของตัวคุณบรรหารเองในวัยที่คุณบรรหารอาจไม่มีโอกาสกลับมาแก้ไขสิ่งที่ตนได้ตัดสินใจในวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้าย หากวันนี้คุณบรรหารกำลังฝันถึงตำนานการเมืองปี 2518 คุณบรรหารก็ควรฝันให้จบถึงความยุ่งยากวุ่นวายที่มรว.คึกฤทธิ์ประสบหลังจากนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และหากวันนี้อีกเช่นกัน ถ้าคุณบรรหารกำลังฝันถึงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีในยามที่นำพรรคการเมืองเล็กๆ พรรคหนึ่ง คุณบรรหารก็ควรนึกถึงคำเตือนเก่าๆ ของคนโบราณที่ว่า&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHL6766HsII/AAAAAAAAAmI/CLDr4rmqI9Q/s1600-h/poem5.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://bp2.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHL6766HsII/AAAAAAAAAmI/CLDr4rmqI9Q/s400/poem5.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5220510825408082050" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;19 ธันวาคม 2550&lt;br /&gt;(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 20 ธันวาคม 2550)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8388286793321089779-5170343384980844279?l=rda15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rda15705.blogspot.com/feeds/5170343384980844279/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8388286793321089779&amp;postID=5170343384980844279' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/5170343384980844279'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/5170343384980844279'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rda15705.blogspot.com/2007/12/blog-post_19.html' title='อย่าเอื้อมเด็ดดอกฟ้า   มาถนอม'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp0.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHL6opQ6LQI/AAAAAAAAAmA/kffEdMhav0w/s72-c/poem4.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8388286793321089779.post-4236922230596721289</id><published>2007-12-13T07:00:00.006+07:00</published><updated>2008-07-12T13:35:26.410+07:00</updated><title type='text'>จากผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญถึงอีแอบผมขาว</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม &lt;br /&gt;&lt;a href="mailto:roichaksaam@gmail.com"&gt;roichaksaam@gmail.com&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;จากผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญถึงอีแอบผมขาว&lt;br /&gt;จากคนขี้โกงถึงจ๊อกกี้รับจ้างขี่ม้า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ความวุ่นวายทางการเมืองและความแตกแยกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในสังคมไทยทุกวันนี้ นอกจากจะเป็นภาพการต่อสู้ระหว่างนักการเมือง ข้าราชการและประชาชนที่สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ กับนักการเมือง ข้าราชการและประชาชนที่ต่อต้านคัดค้านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณแล้ว ที่มาส่วนหนึ่งของความขัดแย้งยังอยู่ที่การต่อสู้ระหว่างกลุ่มทุนผูกขาดสองกลุ่ม หนึ่งคือกลุ่มทุนผูกขาดหน้าใหม่ของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ กับอีกหนึ่งคือกลุ่มทุนผูกขาดหน้าเก่าที่มีสีสันของความเป็นจารีตนิยม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;การต่อสู้ที่ว่านี้เห็นได้ชัดเจนจากการที่ดร.ทักษิณในฐานะนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นตำแหน่งบริหารสูงสุดของประเทศ หัวหน้าพรรคการเมืองและเจ้าของทุนผูกขาดใหญ่สุดของประเทศพยายามใช้อำนาจรัฐในมือของตนดำเนินนโยบายที่เอื้อประโยชน์แก่การผูกขาดทั้งทางเศรษฐกิจและทางการเมือง จนถึงขั้นที่คุกคามการดำรงอยู่ของทุนกลุ่มต่างๆ ที่ถ้าไม่มาเป็นพวกก็จะต้องถูกเบียดขับหรือกลืนกิน ถึงขั้นคุกคามการดำรงอยู่ของสถาบันต่างๆ ที่ถ้าไม่รับใช้นโยบายก็จะต้องถูกกระทบกระเทือนหรือกลั่นแกล้ง และถึงขั้นหมิ่นเหม่ต่อการจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงของประเทศ อันเป็นเหตุผลหนึ่งที่คณะรัฐประหารนำมาอ้างในการเข้ายึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ในช่วงปี 2548 ต่อต้นปี 2549 บรรดาบุคคลที่รู้สึกได้ถึงภัยอันตรายจากการผูกขาดของกลุ่มทุนหน้าใหม่ที่มีอำนาจรัฐในมือ ตลอดถึงบุคคลที่ใกล้ชิดและจงรักภักดีต่อสถาบัน อันมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล รองประธานมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นต้น รวมกระทั่งถึงบุคคลสำคัญอย่างรัฐบุรุษอาวุโสและประธานองคมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ต่างออกมาประสานเสียงครั้งแล้วครั้งเล่าให้ประชาชนเห็นถึงพิษภัยอันเกิดจากการได้คนขี้โกงและคนไม่ดีมาบริหารประเทศ ให้ประชาชนสนับสนุนคนดี อย่าไปสนับสนุนคนเลวขึ้นมามีอำนาจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลที่ตามมาจากการเคลื่อนไหวให้ประชาชนไม่สนับสนุนคนโกงดังกล่าว คือเสียงระเบิดกึกก้องตอนบ่ายสองโมงของวันที่ 9 มีนาคม 2549 บริเวณข้างป้อมตำรวจหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ตามมาด้วยการพูดในที่ประชุมหัวหน้าส่วนข้าราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด ตำรวจ และข้าราชการ ซี 10 ขึ้นไป ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2549 ของดร.ทักษิณเกี่ยวกับ “บุคคลซึ่งดูเหมือนมีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ เข้ามาวุ่นวายองค์กรที่มีในระบบรัฐธรรมนูญมากไป มีการไม่เคารพกติกา” (ผู้จัดการออนไลน์, 3 กรกฎาคม 2549, 13.00 น.)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำพูดดังกล่าวของดร.ทักษิณได้รับการตอบโต้อย่างฉับพลันจากกลุ่มสตรีชั้นสูงของสังคม นำโดย ม.ร.ว.รำพิอาภา เกษมศรี ม.ล.อุบล นิลอุบล นางสุมาลี วีระไวทยะ และนางปราไพ ปราสาททองโอสถ ที่เปิดแถลงในนามชมรมเพื่อความจริง โดยมีเหล่าสตรีผู้สูงศักดิ์อีกหลายตระกูล อาทิ ตระกูลวรวรรณ ตระกูลสวัสดิวัสดิ์ และแกนนำพันธมิตรร่วมให้กำลังใจ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2549 ที่ร้านโอล์ดเล้ง ย่านอาร์ซีเอ เรียกร้องให้ ดร.ทักษิณเปิดเผยความจริงว่าผู้มากบารมีและอยู่เหนือรัฐธรรมนูญคือใคร เพราะ “ประชาชนจำนวนมากตีความกันไปมากเกินกว่า พลเอกเปรม ติณสูญลานนท์ ประธานองค์มนตรีและรัฐบุรุษแล้ว ขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณออกมาบอกให้ชัดเจนว่าคือใคร หากไม่มีเจตนาจาบจ้วงเบื้องสูง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.parliament.go.th/news/news_detail.php?prid=15546"&gt;&lt;font size=2&gt;www.parliament.go.th/news/news_detail.php?prid=15546&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นอีกไม่ถึงสองสัปดาห์ วันที่ 14 กรกฎาคม 2549 พลเอกเปรม ก็เริ่มตอบโต้อีกครั้งด้วยการเดินทางไปบรรยายพิเศษให้กับนักเรียนนายร้อยฯ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าที่หอประชุมโรงเรียน จำนวนประมาณ 950 คน จาก 4 ชั้นปี ตอนหนึ่งของการบรรยายกล่าวถึงทหารว่าเปรียบเสมือนม้าที่มีชาติและพระเจ้าอยู่หัวเป็นเจ้าของ ส่วนรัฐบาลนั้นเป็นเพียงจ๊อกกี้ไม่ใช่เจ้าของม้า จ๊อกกี้นั้นบ้างก็ดี บ้างก็ไม่ดี รับจ้างขี่เสร็จแล้วก็ไป ไม่เหมือนเจ้าของที่อยู่ดูแลม้าตลอด &lt;br /&gt;&lt;font size=2&gt;(ดูรายละเอียดคำบรรยายใน ผู้จัดการออนไลน์, 14 กรกฎาคม 2549, 15.23 น.)&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การลงทุนออกมาพูดตรงๆ ขนาดนี้ของ คนระดับประธานองคมนตรี เป็นเหมือนการเทหมดหน้าตัก ไม่มีอะไรต้องกั๊กกันอีกแล้วในความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนของดร.ทักษิณกับกลุ่มที่ใกล้ชิดสถาบัน&lt;/strong&gt; ดร.ทักษิณนั้น คราวนี้ดูเหมือนไม่ออกมาตอบโต้ตรงๆ แต่คนที่ออกมาโต้กลับกลายเป็นคนที่ชื่อ สมัคร สุนทรเวช สว.กทม.เวลานั้น ผ่านรายการ “เปิดแฟ้มความคิด” ทาง Wisdom Radio FM. 105 เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2549 ว่า ปรัชญาม้ากับจ๊อกกี้ของประธานองคมนตรีนั้น “ไม่เข้าท่า” และน่าประหลาดใจที่ “คนดูแลม้าคอกนี้ เขาสอนให้ม้าไม่มีไมตรีกับจ๊อกกี้” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากวันนั้นถึงวันนี้ เวลาผ่านมาร่วมปีครึ่ง ดร.ทักษิณถูกโค่นลงแล้ว และประกาศต่อชาวโลกว่าจะเลิกเล่นการเมืองแล้ว แต่การเคลื่อนไหวของดร.ทักษิณกระทั่งทุกวันนี้กลับไม่เคยหยุดนิ่ง บุรุษผู้ออกมาต่อกรกับประธานองคมนตรีในวันนั้นได้ถูกไหว้วานให้มาเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ในวันนี้ เขาประกาศตัวเป็นนอมินีของดร.ทักษิณอย่างไม่ปิดบังอำพราง และระหว่างการหาเสียงเมื่อค่ำคืนวันที่ 12ธันวาคมนี้ เขาไม่ลืมที่จะตอกย้ำความแค้น โดยไม่หวังที่จะไปเหยียบทะเลสงขลาอีกต่อไปว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;“ที่ผ่านมามีอีแอบบางคนด่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ไม่เคารพสถาบันและเอาสถาบันไปเหยียบย่ำ ทั้งไปพูดจากับไฮโซไฮซ้อจนทำให้เป็นชนวนนำไปสู่การรัฐประหาร” เขายังกล่าวต่ออีกว่า อีแอบผมขาวคนนี้ยังเรียกร้องให้สื่อมวลชนเขียนข่าวด่าตน บ้านเมืองวุ่นวายเพราะบุคคลคนนี้  หัวโจกคนนี้เป็นคนทำลายสถาบันอย่างแท้จริง คนที่เป็นอีแอบอย่างนี้ยังไม่มีใครคิดบัญชี ขออนุญาตพูดแค่นี้ ประชาชนคงเข้าใจว่าหมายถึงอะไร ไม่ขอขยายความ&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font size=2&gt;(ไทยรัฐออนไลน์, 12 ธันวาคม 2550, 23.59 น.)&lt;/font&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;ครับ หวังว่าประชาชนคงเข้าใจ และไม่นำตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งคู่นี้ ที่สำคัญกว่านั้น ประชาชนควรเข้าใจและเตรียมพร้อมด้วยว่า การเมืองทุกวันนี้มีความเป็นไปได้ว่า ถ้าจัดการไม่ดีก็อาจมาถึงทางตันอีกครั้งหนึ่ง&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เพราะประการแรก&lt;/strong&gt;  ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า คนอย่างดร.ทักษิณนั้นไม่ยอมหยุดและไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ทั้งไม่สนใจว่าประเทศชาติจะบอบช้ำอย่างไรจากการเคลื่อนไหวของตน ส่วนคู่ต่อสู้ของเขานั้น แม้จะมีทหารเกือบทั้งกองทัพสนับสนุน ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้มีฝีมือในการแก้ไขปัญหาอะไรมากไปกว่าการเอารถถังออกมายึดอำนาจ ซึ่งใครก็ทำได้ถ้ามีกองกำลังเช่นนั้นในมือ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;อีกประการหนึ่ง&lt;/strong&gt;  ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดอีกเช่นกันว่า ทุกวันนี้ แม้บรรดาบุคคลที่ยุ่งเกี่ยวอยู่ในวงการเมืองทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนหรือพรรคใด จะพร้อมใจกันใส่เสื้อสีเหลืองกับสีชมพู และพร้อมใจกันยืนจุดเทียนถวายพระพรในวาระต่างๆ แต่แท้จริงแล้ว &lt;strong&gt;กลับหาได้สนองรับพระบรมราโชวาทของในหลวงดังเช่นที่เคยเป็นมาในอดีตไม่&lt;/strong&gt;   ทั้งที่ทรงออกมาเตือนถึงสองครั้งสองครา ให้สามัคคี ลดอคติ เพื่อรักษาความเป็นปกติมั่นคงของประเทศชาติ แต่นักการเมืองและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย รวมกระทั่งคู่ความขัดแย้งทั้งสองฝ่ายที่ต่างก็อ้างความจงรักภักดีต่อสถาบันก็ยังเป็นอย่างที่เห็นกัน เช่นนี้แล้วใครเล่าจะกล้ารับรองว่าบ้านเมืองจะไม่วุ่นวายอีกครั้งหนึ่ง ใครเล่าจะไม่คิดว่าวิธีการเก่าๆ ที่เอารถถังออกมาจอดข้างนอกจะไม่เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;ประชาชนที่บริสุทธิ์ จึงต้องตั้งสติและไม่เข้าไปเป็นเหยื่อของความขัดแย้งคู่นี้&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;13 ธันวาคม 2550&lt;br /&gt;(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 15 ธันวาคม 2550)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8388286793321089779-4236922230596721289?l=rda15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rda15705.blogspot.com/feeds/4236922230596721289/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8388286793321089779&amp;postID=4236922230596721289' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/4236922230596721289'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/4236922230596721289'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rda15705.blogspot.com/2007/12/blog-post.html' title='จากผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญถึงอีแอบผมขาว'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8388286793321089779.post-1430352059385654799</id><published>2007-11-28T11:24:00.003+07:00</published><updated>2008-07-08T11:32:56.120+07:00</updated><title type='text'>การเมืองเรื่องตอแหล</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม &lt;br /&gt;&lt;a href="mailto:roichaksaam@gmail.com"&gt;roichaksaam@gmail.com&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คำพูดที่ว่า &lt;em&gt;"การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร”&lt;/em&gt;  ดูจะได้รับการยอมรับและชื่นชมว่าเป็นสัจธรรมทางการเมือง มีการพูดถึงและมีการประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่าจนกลายเป็นบรรทัดฐาน (Norms) และเป็นวัฒนธรรม (Culture) ทางการเมืองของไทย โดยไม่ค่อยมีใครออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ยิ่งกว่านั้นไม่เคยมีนักการเมืองคนไหนออกมาปฏิเสธ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;จากการปฏิวัติฝรั่งเศสซึ่งถือเป็นต้นแบบของการปฏิวัติประชาธิปไตยชนชั้นนายทุนครั้งแรกของโลก ที่เริ่มในปีพศ.2332 และการต่อสู้ประหัตประหารกันเองในกลุ่มปฏิวัติที่ต่อเนื่องกันมาอีก 10 ปีก็ดี เรื่อยมาจนถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยในปีพศ.2475 ซึ่งถือเป็นการยึดอำนาจการปกครองของกษัตริย์มาอยู่ในมือของกลุ่มขุนนางที่เรียกตัวเองว่าคณะราษฎร และการก่อรัฐประหารโค่นล้มกันเองในหมู่คณะราษฎรในเวลาต่อมาก็ดี การก่อรัฐประหาร 16 กันยายน พศ.2500 โค่นล้มจอมพล ป. พิบูลสงครามของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ลูกน้องคนสนิทที่เคยลั่นวาจาว่า “ผมจะไม่วัดรอยเท้าท่าน” ก็ดี จวบกระทั่งถึงความขัดแย้งระหว่างพลเอกถนอม กิตติขจร พลเอกประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร กับพลเอกกฤษณ์ สีวะรา หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พศ.2516 ก็ดี ความขัดแย้งระหว่างพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ กับพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์หลังร่วมกันก่อรัฐประหารนองเลือด 6 ตุลาคม พศ.2519 และความขัดแย้งในกลุ่มผู้ร่วมกันก่อรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรเมื่อวันที่ 19 กันยายน พศ.2549 ที่ทำให้นายพลหลายคนอกหักในเวลาต่อมาก็ดี รวมไปถึงการรวมตัวกันแล้วแตกแยกกัน การทะเลาะต่อว่าเย้ยหยันกันแล้วโอบกอดจับไม้จับมือกันของนักการเมืองไทยที่มีให้เห็นทุกยุคทุกสมัยก็ดี ยิ่งทำให้คำพูดที่ว่า “การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” มีความเป็นสัจธรรมยิ่งขึ้น ได้รับการยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้งมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำให้ดูเหมือนว่าโลกของนักการเมือง ต่างจากโลกของประชาชนคนทั่วไป เพราะโลกของคนทั่วไปย่อมมีทั้งมิตรและศัตรู มีทั้งมิตรแท้ และมิตรที่พอคบได้ เช่นเดียวกับที่มีศัตรูตัวร้ายและศัตรูตัวรอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่โลกของนักการเมืองพวกนี้ไม่เป็นเช่นนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่านิยมหรือวัฒนธรรมที่ยอมรับว่าการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ทำให้นักการเมืองจำนวนมาก นำไปใช้เป็นยุทธวิธีต่อรองผลประโยชน์ และยุทธวิธีหาเสียงกับประชาชน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่นักการเมืองสามารถทำอะไรได้ทุกอย่างโดยไม่สนใจมารยาททางการเมือง และไม่สนใจว่าเมื่อก่อนตนเคยทำอะไรและพูดอะไรไว้ ขอเพียงให้ตนได้สมประโยชน์ จะให้เป็นมิตรหรือเป็นศัตรูก็ไม่สำคัญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยเหตุนี้เมื่อทักษิณจัดตั้งรัฐบาลครั้งแรกจึงดึงนายบรรหารมาเป็นมิตร แต่พอเลือกตั้งครั้งใหม่เมื่อมั่นใจว่าได้รับคะแนนนิยมสูง ทักษิณก็ประกาศจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ทั้งส่งคนของตนลงสมัครแข่งกับนายบรรหารเสียอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยเหตุนี้เมื่อไม่อยากตกงาน อดีตคนเดือนตุลาส่วนหนึ่งที่ครั้งหนึ่งเคยสละช่วงชีวิตทั้งช่วงให้กับอุดมการณ์ของตน จึงสามารถกอดคอทำงานกับคนที่ต่างอุดมการณ์กับตนอย่างนายสมัคร สุนทรเวชได้ ทั้งเข้าขอความช่วยเหลือจากองค์กรที่พวกของตนเคยกล่าวหาได้ โดยไม่อินังขังขอกว่าสังคมจะประเมินพฤติกรรมของตนอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และด้วยเหตุนี้นายบรรหารเมื่อคราวไปหาเสียงกับคนกาฬสินธุ์ในยามที่โพลหลายสำนักระบุว่าพรรคพลังประชาชนมีคะแนนนำ จึงประกาศสลายขั้วทางการเมือง ไม่มีพันธะใดๆ กับพรรคร่วมฝ่ายค้านที่เคยกอดคอต่อสู้ร่วมกันมา จนกว่าผลการเลือกตั้งจะออกมา&lt;br /&gt;และด้วยเหตุนี้อีกเช่นกันที่เมื่อมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย นายบรรหารจึงออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “นี่คือการเมือง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;โลกของนักการเมือง จึงเป็นโลกที่ดูน่ากลัว คบไม่ได้ ตลบแตลง และพร้อมตระบัดสัตย์ได้ตลอดเวลา &lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;และถ้าการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรแล้ว การเมืองก็เป็นเรื่องของการตอแหล เป็นเรื่องของคนที่ไร้จุดยืน พร้อมจะทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ตนได้ประโยชน์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สัตบุรุษย่อมเป็นมิตรแท้กับสัตบุรุษ และเป็นศัตรูถาวรกับทุรชนฉันใด การเมืองของสัตบุรุษก็ย่อมต้องมีมิตรแท้และมีศัตรูถาวรฉันนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การเมืองที่ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ถ้าจะเป็นสัจธรรม ก็คงเป็นสัจธรรมการเมืองของพวกทุศีลเท่านั้น!&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;ประชาชนจะยอมเลือกพวกทุศีลมาเป็นผู้แทนของเขาหรือ?&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;28 พฤศจิกายน 2550&lt;br /&gt;(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 29 พฤศจิกายน 2550)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8388286793321089779-1430352059385654799?l=rda15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rda15705.blogspot.com/feeds/1430352059385654799/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8388286793321089779&amp;postID=1430352059385654799' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/1430352059385654799'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/1430352059385654799'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rda15705.blogspot.com/2007/11/blog-post_28.html' title='การเมืองเรื่องตอแหล'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8388286793321089779.post-7703491204683407797</id><published>2007-11-21T17:39:00.003+07:00</published><updated>2008-07-08T11:34:08.618+07:00</updated><title type='text'>สิ่งที่ “อดีตสหาย” สายทักษิณควรพิจารณา</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม &lt;br /&gt;&lt;a href="mailto:roichaksaam@gmail.com "&gt;roichaksaam@gmail.com &lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;นับจากการสิ้นสุดลงของสงครามประชาชนระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับรัฐบาลไทยเมื่อประมาณสองทศวรรษที่ผ่านมา จวบจนกระทั่งต้นปี พศ.2544 การเมืองไทยได้เผชิญความขัดแย้งแหลมคมคู่หนึ่ง คือความขัดแย้งระหว่างนักการเมือง ข้าราชการและประชาชนที่สนับสนุน ดร.ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี กับ นักการเมือง ข้าราชการและประชาชนที่ไม่สนับสนุน ดร.ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี ประเด็นของความขัดแย้งรวมศูนย์อยู่ที่เหตุการณ์ที่ต่อมาสังคมเรียกว่า “กรณีซุกหุ้น”&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;ความขัดแย้งดังกล่าว เป็นความขัดแย้งหลักของการเมืองไทยระยะนั้น ครอบงำบรรยากาศและพฤติกรรมการเคลื่อนไหวทางการเมืองไทยทั้งในและนอกรัฐสภา ในสภาปรากฏเป็นความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลที่นำโดยพรรคไทยรักไทยฝ่ายหนึ่ง กับพรรคฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์อีกฝ่ายหนึ่ง นอกสภาปรากฏเป็นความขัดแย้งในแนวคำพิพากษาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสองกลุ่มที่พิพากษาคดีซุกหุ้น ปรากฏเป็นความขัดแย้งในองค์กรทั้งภาครัฐ กึ่งภาครัฐ องค์กรภาคประชาชนและในหมู่ประชาชนทั่วไป ในความขัดแย้งหลักคู่นี้ ด้านหลักของความขัดแย้งที่เป็นฝ่ายกำชัยชนะคือด้านที่สนับสนุน ดร.ทักษิณ ชินวัตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;และในด้านที่สนับสนุน ดร.ทักษิณ ชินวัตรนี้ ก็มี “อดีตสหาย” ที่เคยเข้าป่าหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 รวมอยู่ด้วย!&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อดีตสหาย” เหล่านี้บ้างเป็นรัฐมนตรีจากพรรคไทยรักไทย บ้างเป็นรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาล บ้างเป็นแกนนำพรรคไทยรักไทย บ้างเป็นที่ปรึกษา บ้างเป็นคณะทำงาน บ้างเป็นแกนนำการเคลื่อนไหวภาคประชาชน และบ้างเป็นเพียงแฟนคลับธรรมดาที่ไม่มีบทบาทการเมืองอะไรมากไปกว่าการไปหย่อนบัตรลงคะแนนให้พรรคไทยรักไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุผลที่ “อดีตสหาย” เหล่านี้สนับสนุน ดร.ทักษิณ บ้างบอกว่า ดร.ทักษิณเป็นตัวแทนพลังการผลิตที่ก้าวหน้า เป็นตัวแทนกลุ่มทุนที่ก้าวหน้ากว่ากลุ่มทุนจารีตนิยม บ้างว่า ดร.ทักษิณให้โอกาสฝ่ายก้าวหน้าในหมู่ประชาชนทำงานมากกว่าหัวหน้าพรรคการเมืองอื่น บ้างเพราะไม่ชอบพรรคประชาธิปัตย์ บ้างเพราะเบื่อคุณชวน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7 ปีผ่านไป จากต้นปี 2544 ถึงปลายปี 2550 ในปัจจุบัน “อดีตสหาย” ส่วนหนึ่งได้ตีจาก ดร.ทักษิณเพราะเห็นว่าทักษิณไม่ได้คิดช่วยเหลือคนยากคนจนอย่างแท้จริง ส่วนหนึ่งกระทั่งนำการเดินขบวนขับไล่เพราะรับไม่ได้กับการรวบอำนาจและการมีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่กระนั้นก็ยังมี “อดีตสหาย” จำนวนไม่น้อยยังคงเหนียวแน่นรับใช้และเป็นแฟนคลับของทักษิณไม่เปลี่ยนแปลง แม้ทั้งที่ทักษิณจะถูกตั้งข้อหาคอร์รัปชั่นมากมาย แม้ทั้งที่ทักษิณกับครอบครัวจะยอมจำนนต้องไปเสียค่าปรับในฐานหลบเลี่ยงไม่จ่ายภาษีจากการโอนหุ้นหลายต่อหลายครั้งให้เห็นกันอยู่ และแม้ทั้งที่ทักษิณจะไม่ได้ให้เกียรติอะไรกับ “อดีตสหาย” เหล่านั้นมากไปกว่าพนักงานกินเงินเดือนคนหนึ่งที่บางครั้งก็เคยแม้แต่ดุด่าว่ากล่าวอย่างไม่ไว้หน้าผ่านสื่อมวลชนในยามที่ใช้ไปทำอะไรแล้วทำไม่ได้ดั่งใจ ไม่ไว้หน้าแม้แต่จะเอาคนที่ขวาสุดขั้วอย่างนายสมัคร สุนทรเวชมาเป็นลูกพี่ที่ “อดีตสหาย” หลายคนเคยต่อสู้ห้ำหั่นทางด้านอุดมการณ์กันอย่างดุเดือดเลือดพล่านมาก่อน!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;แต่ “อดีตสหาย” ของเราก็ยังรับทักษิณได้ แม้ทั้งที่เกียรติภูมิต่างๆ ของทักษิณจะแทบไม่มีอะไรเหลือแล้วจากการตกเป็นผู้ต้องหาในคดีคอร์รัปชั่นโกงกินบ้านเมือง นอกจากทรัพย์สินเงินตราในต่างประเทศที่คาดว่าน่าจะยังมีอยู่อย่างมหาศาลถึงขั้นแทบจะซื้อประเทศนี้ได้ทั้งประเทศ!&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และด้วยเหตุนี้ ทักษิณจึงยังมีแฟนคลับอยู่ในประเทศอีกมากมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และด้วยเหตุนี้ ความแตกแยกร้าวฉาน ความไม่สงบในสังคม กระทั่งอาจทำให้ชาติไทยทั้งชาติล้มละลายจากการที่ประชาชนในชาติต่อสู้ห้ำหั่นกันเองจะยังเป็นภัยอันตรายที่เกิดขึ้นได้ทุกเวลา!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;แล้ว “อดีตสหาย” ของเราจะยอมให้สังคมไทยและประเทศไทยตกอยู่ในภัยอันตรายเช่นนี้เชียวหรือ?&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางหนึ่งที่จะพัฒนาและรักษาระบอบประชาธิปไตยไม่ให้ทหารฉวยโอกาสรัฐประหาร ไม่ให้ประเทศชาติต้องแตกแยกวุ่นวายก็คือ ไม่รับใช้นักการเมืองที่เผด็จการและคอร์รัปชั่นโกงกิน สนับสนุนนักการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ไม่คอร์รัปชั่น มีมารยาทและมีความเป็นผู้ดีทางการเมืองพอที่จะไม่ต้องรอให้ประชามหาชนมาเดินขบวนขับไล่ให้เป็นเหตุให้ผู้ไม่หวังดีฉวยโอกาสแทรกแซง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;เพียงเพราะทิษฐิ เพียงเพราะความต้องการที่จะเอาชนะ เพียงเพราะคนคนเดียวที่อาจจะมีบุญคุณกับเราเป็นการส่วนตัว แต่คนคนนั้นกำลังมีคดีคอร์รัปชั่นโกงบ้านกินเมืองที่ควรให้โอกาสกระบวนการยุติธรรมได้ทำหน้าที่ของมัน มากกว่าไปหลบลี้หนีหน้าและสร้างความปั่นป่วนให้กับสังคม เราจะยังรับใช้เขา เห็นแก่เขามากกว่าเห็นแก่ความสงบสุขภายในชาติเชียวหรือ?&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ปลายปี 2519 หลังเหตุการณ์สังหารโหด 6 ตุลาคม ขณะที่นักศึกษาประชาชนจำนวนมากรวมทั้ง “อดีตสหาย” เหล่านี้เดินทางเข้าป่าสมทบกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ขณะที่การปฏิวัติกำลังอยู่ในกระแสสูงนั้น พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเคยเสนอให้ความช่วยเหลือด้วยการนำกำลังทหารต่างชาติเข้ามาปลดปล่อยภาคอีสานของไทย แต่พรรคคอมมิวนิสต์ไทยกลับไม่ยอมรับความช่วยเหลือนี้ ด้วยเหตุผลที่ ธง แจ่มศรี เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า ชนะแบบนี้ “จะเกิดผลเสียหายแก่ประเทศชาติมากกว่า” ยังผลให้พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามตัดความช่วยเหลือพรรคคอมมิวนิสต์ไทย ในที่สุดแม้พรรคคอมมิวนิสต์ไทยจะพ่ายแพ้ แต่ประเทศไทยก็ยังรักษาไว้ได้ไม่เสียหาย!&lt;/strong&gt;(ข้อมูลจากต้นฉบับหนังสือประวัติธง แจ่มศรีซึ่งมีกำหนดจะตีพิมพ์ในปีหน้า)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;“อดีตสหาย” สายทักษิณของเราไม่คิดแบบนี้บ้างหรือ? &lt;/em&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;21 พฤศจิกายน 2550&lt;br /&gt;(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 22 พฤศจิกายน 2550)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8388286793321089779-7703491204683407797?l=rda15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rda15705.blogspot.com/feeds/7703491204683407797/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8388286793321089779&amp;postID=7703491204683407797' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/7703491204683407797'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/7703491204683407797'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rda15705.blogspot.com/2007/11/blog-post_21.html' title='สิ่งที่ “อดีตสหาย” สายทักษิณควรพิจารณา'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8388286793321089779.post-4983310911891273978</id><published>2007-11-14T17:06:00.003+07:00</published><updated>2008-07-03T17:16:49.030+07:00</updated><title type='text'>การเมืองแตกแยก เราไม่แยกแตกกัน</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม &lt;br /&gt;&lt;a href="mailto: roichaksaam@gmail.com"&gt;roichaksaam@gmail.com&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ถ้าจะมีใครพูดว่า สังคมไทยไม่มีความแตกแยก ใครคนนั้นถ้าไม่โกหก ก็กำลังหลอกตัวเอง!&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันสังคมไทยกำลังเผชิญความแตกแยกทางความคิดครั้งใหญ่ที่สุดนับจากการสิ้นสุดลงของสงครามแย่งชิงประชาชนระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับรัฐบาลไทยเมื่อประมาณสองทศวรรษที่ผ่านมา &lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;ความแตกแยกที่ว่านี้ หนึ่งที่เห็นชัดคือ ความแตกแยกที่เกี่ยวพันกับอุดมการทางศาสนาและภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏเป็นวิกฤติไฟใต้ซึ่งยังแก้ไม่ตกอยู่ในปัจจุบัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกหนึ่งที่เห็นชัดไม่แพ้กันคือ ความแตกแยกทางการเมืองระหว่างกลุ่มอำนาจเก่าที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำกับกลุ่มอำนาจใหม่ที่มีพลพรรค คมช. กับพวกจารีตเป็นแกนนำ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การต่อสู้ที่นำมาซึ่งความแตกแยกครั้งใหญ่ในสังคมทุกวันนี้ได้ชักพาประชาชนจำนวนมาก อาจกล่าวได้ว่าเกือบทั่วทั้งสังคมเข้าสู่หรือเป็นส่วนหนึ่งของวงจรแห่งความขัดแย้งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เบื้องหน้าความแตกแยกใหญ่ทั้งสองประการข้างต้น เกิดการต่อสู้และความแตกแยกที่ตามมาอีกมากมายหลายประการ&lt;br /&gt;ความแตกแยกทางภาคใต้นำมาซึ่งการก่อการร้าย การต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดน และความแตกแยกร้าวฉานของประชาชนในพื้นที่ที่เคยอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความแตกแยกระหว่างกลุ่มอำนาจเก่ากับกลุ่มอำนาจใหม่ นำมาซึ่งการบดขยี้ทำลายล้างก่อนการเลือกตั้ง การแบ่งขั้วทางการเมืองในหมู่ประชาชน ตามมาด้วยความแตกแยกทั้งในหมู่ประชาชนและนักการเมืองที่ยังดำเนินต่อไปอีกหลังการเลือกตั้ง และสุดท้ายเมื่อรัฐบาลใหม่ไม่สามารถแก้ไขความแตกแยกขัดแย้งในสังคมรวมทั้งไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอื่นๆ ให้เป็นที่พอใจของผู้มีส่วนได้เสียได้ ภาพการนำรถถังออกมารัฐประหารฉุดกระชากระบอบประชาธิปไตยให้ถอยกลับไปข้างหลังก็จะปรากฏให้เห็นอีกครั้งดังที่ คมช. และ ผบ.ทบ.คนปัจจุบันไม่เคยให้คำรับรองว่าจะไม่ก่อรัฐประหารอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;ดูเหมือนคนมองโลกในแง่ร้าย แต่โปรดเชื่อเถอะสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริง!&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกิดขึ้นจริงเหมือนที่เกิดระเบิดและเกิดการฆ่ากันทุกเมื่อเชื่อวันที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกิดขึ้นจริงเหมือนที่เกิดมาตรการมากมายที่พยายามสกัดกั้นไม่ให้กลุ่มอำนาจเก่าชนะการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาล!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกิดขึ้นจริงเหมือนที่เกิดความแตกแยกร้าวลึกในสังคมตั้งแต่สมัยทักษิณเรื่อยมายันสมัย คมช. และจวบกระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดไป!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;เบื้องหน้าความแตกแยกเหล่านี้ ประชาชนจะต้องตั้งสติและไม่นำตนเข้าไปร่วมรับใช้ผลประโยชน์ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประชาชนต้องถามตัวเองว่า เรารักชาติและรักประชาธิปไตยหรือไม่?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;ถ้ารักชาติ ก็ต้องรักเอกราชอธิปไตยของชาติ ที่ไม่ยอมให้ใครมาแบ่งแยกผืนแผ่นดิน ไม่ยอมให้ต่างชาติมาแทรกแซงบงการ&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;ถ้ารักประชาธิปไตย ก็ต้องไม่สนับสนุนเผด็จการ ไม่ช่วยทำงานให้พวกเผด็จการ ไม่สนับสนุนคนโกงให้มาปกครองประเทศ และไม่สนับสนุนทหารให้มาฉีกรัฐธรรมนูญ&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การเมืองไทยทุกวันนี้ ที่มีแต่ความแตกแยกขัดแย้ง ดูมืดมนไม่มีอนาคต เพราะต่างฝ่ายต่างต่อท่อน้ำเลี้ยงให้กันและกัน ไม่เพียงทักษิณหรือคมช. เท่านั้นที่ต่อท่อน้ำเลี้ยงให้พรรคพวกของตน ประชาชนที่ไปถือหางทั้งสองฝ่ายก็มีส่วนต่อท่อน้ำเลี้ยงให้ทั้งทักษิณและคมช.ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าไม่มีแฟนคลับ ทักษิณจะยังวาดลวดลายได้ถึงขนาดนี้หรือ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และถ้าไม่มีแฟนคลับ คมช. จะกล้าพูดหรือว่า อนาคตจะปฏิวัติอีกหรือไม่อยู่ที่สถานการณ์?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;เบื้องหน้าความแตกแยกทางการเมือง ประชาชนต้องไม่แยกแตกกัน ไม่เป็นแฟนคลับที่คอยต่อท่อน้ำเลี้ยงให้คนพวกนั้นทำลายประชาธิปไตยของบ้านเมือง&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นความแตกแยกของบ้านเมืองวันนี้แล้ว คิดถึงเพลง “มือเรียวเกี่ยวรวง” ของ พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ที่ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“บนพื้นดินแยกแตก เราไม่แยกแตกกัน กำด้ามเคียวมือเรียวเกี่ยวสัมพันธ์ พลิกพื้นดินถิ่นฐานบ้านเรา” &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;14 พฤศจิกายน 2550&lt;br /&gt;(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 15 พฤศจิกายน 2550)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8388286793321089779-4983310911891273978?l=rda15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rda15705.blogspot.com/feeds/4983310911891273978/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8388286793321089779&amp;postID=4983310911891273978' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/4983310911891273978'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/4983310911891273978'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rda15705.blogspot.com/2007/11/blog-post_14.html' title='การเมืองแตกแยก เราไม่แยกแตกกัน'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8388286793321089779.post-3393264430403920043</id><published>2007-11-09T16:37:00.004+07:00</published><updated>2008-07-03T20:07:46.219+07:00</updated><title type='text'>ความมั่นคงของชาติหรือความมั่นคงของใคร?</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม&lt;br /&gt;&lt;a href="mailto:roichaksaam@gmail.com"&gt;roichaksaam@gmail.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แล้วในที่สุดร่าง พรบ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรก็ผ่านการเห็นชอบในขั้นรับหลักการจากสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จนได้ ด้วยคะแนน 101 ต่อ 20 งดออกเสียง 2 แม้ทั้งที่กลุ่มองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดทั้งนักวิชาการและสื่อมวลชนจะออกมารณรงค์ต่อต้านคัดค้าน และออกแถลงการณ์ให้ สนช.คว่ำร่าง พรบ.ฉบับนี้ในขั้นรับหลักการก็ตาม &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;คอลัมน์ “ราชดำเนิน อเวนิว” ฉบับวันอังคารที่ 17 กรกฎาคม 2550 ได้เคยเขียนเหตุผลที่สังคมไทยไม่ควรยอมรับร่าง พรบ. ฉบับนี้ไว้แล้วซึ่งมีด้วยกัน 4 ประการคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1) เนื้อหาที่เผด็จอำนาจและลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้อำนาจเจ้าหน้าที่อย่างครอบจักรวาล และคุ้มครองการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ (ที่แม้จะใช้อย่างผิดๆ แต่อ้างว่ากระทำโดยสุจริต)ที่จะไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา ทางวินัยหรือกระทั่งนำเรื่องขึ้นสู่ศาลปกครองก็ไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2) หลักการที่ขัดกับระบอบประชาธิปไตย ที่อำนาจอธิปไตยทั้งสาม คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ผูกขาดอยู่กับคนเพียงคนเดียวคือ ผอ.รมน. และผิดธรรมเนียมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่รัฐบาลชั่วคราวที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนควรจะมีมารยาทพอที่จะไม่ผลักดันกฎหมายสำคัญๆ โดยเฉพาะกฎหมายที่ผูกพันผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศชาติหรือกฎหมายที่กระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนออกมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3) เบื้องหลังการออกกฎหมายที่มีข้อสงสัยว่าน่าจะเป็นหนึ่งในแผนการทำลายฝ่ายตรงข้ามและสืบทอดอำนาจของคมช. ดังนั้นจึงต้องพยายามผลักดันร่างกฎหมายนี้ออกมาทั้งที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนขนาดนั้น และ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4) ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลกที่ตกต่ำอยู่แล้ว ก็จะยิ่งตกต่ำลงไปอีกจากการออกกฎหมายที่สวนทางกับการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนที่ประเทศเจริญแล้วทั่วโลกทำกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้รัฐบาลจะนำร่าง พรบ. ฉบับนี้ออกไปปรับปรุงแก้ไขแต่เนื้อหาสำคัญหลายประเด็นที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ยังคงปรากฏอยู่ตามเดิมไม่เปลี่ยนแปลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น.ต. ประสงค์ สุ่นศิริ สมาชิก สนช. กล่าวถึงการให้อำนาจเจ้าหน้าที่อย่างครอบจักรวาลของร่างกฎหมายฉบับนี้ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ประเทศของเรามาไกลเกินที่จะเลี้ยวซ้ายขวากลับไปหาระบบอำนาจนิยม แต่อ่าน พรบ. นี้ทั้งหมดแล้วเหมือนกับเรากำลังเซ็นเช็คเปล่าให้กับผู้อื่นไปกรอกจำนวนเอาเองตามใจชอบ...วันนี้สังคมเรามีปัญหาที่กังวลใจหลายอย่างทั้งภาคใต้ ปัญหาเศรษฐกิจ ความแตกแยกในสังคม แทนที่รัฐบาลจะเอาใจใส่แก้ไข กลับเสนอขออำนาจเข้ามาอีก”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และพูดเป็นนัยให้เห็นถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงในการพยายามเข็นร่าง พรบ. ฉบับนี้ออกมาว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ผมเห็นด้วยที่จะเห็นบ้านเมืองมั่นคง แต่ต้องเป็นความมั่นคงแห่งรัฐ เป็นความมั่นคงของประชาชนที่สามารถจะมีชีวิตอย่างสงบปลอดภัย เป็นปกติสุขภายใต้กฎหมายที่เป็นธรรม ไม่ถูกทำร้าย ไม่ใช่เพื่อความมั่นคงของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณบัญญัติ ทัศนียะเวช สมาชิก สนช.สายสื่อมวลชนให้เหตุผลของการคัดค้านร่าง พรบ. ฉบับนี้ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยับยั้งภัยความมั่นคง แต่คำว่าภัยความมั่นคงในกฎหมายฉบับนี้ตีความได้ทุกกรณี ดังนั้นไม่น่าจะนำกฎหมายนี้มาบังคับใช้ในช่วงบ้านเมืองกำลังจะก้าวพ้นจากการถูกตราหน้าว่าเป็นเผด็จการจากกรณีรัฐประหาร 19 ก.ย. นอกจากนี้ประเทศกำลังใช้รัฐธรรมนูญ 50 ที่ให้สิทธิเสรีภาพประชาชนมากที่สุด กำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งเพื่อกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่กฎหมายนี้ได้ทำลายบรรยากาศการให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยสิ้นเชิง แสดงถึงแก่นแท้รัฐบาลที่ต้องการมีอำนาจในมือ ไม่แน่ใจว่าการเลือกตั้งจะถูกแทรกแซงหรือไม่ แสดงให้เห็นความไม่จริงใจของรัฐบาลที่จะคืนอำนาจให้ประชาชน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;ความพยายามเข็นร่าง พรบ. ฉบับนี้ออกมาจนมีการรับหลักการในวาระแรก ถ้าเป็นสงคราม สงครามนี้ก็ยังไม่ยุติ ยังจะต้องมีการต่อต้านคัดต้านจากผู้รักสิทธิประชาธิปไตยต่อไปอีก และหากดำเนินต่อไปจนกระทั่งสามารถประกาศใช้ได้เมื่อไร เมื่อนั้นแหละศพของทั้งสองฝ่ายจะเกลื่อนกลาดจนนับไม่หมด ไม่มีใครได้ชัยชนะ เช่นเดียวกับที่ในอดีตรัฐบาลก็ไม่เคยเอาชนะพรรคคอมมิวนิสต์ได้จากการใช้กฎหมายปราบปรามคอมมิวนิสต์&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เราขอสดุดี 20+2 สมาชิก สนช. ที่ไม่รับหลักการร่าง พรบ. ฉบับนี้ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมสมาชิก สนช. อีกหลายคนที่เคยมีบทบาทต่อสู้เพื่อประชาชนจึงไม่มีรายชื่ออยู่ในกลุ่ม 20+2 และทำไมการประชุมพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญฉบับนี้จึงมีผู้เข้าประชุมเพียง 123 คน จากทั้งหมด 250 คน สมาชิก สนช. อีกกว่าร้อยคนไปอยู่เสียที่ไหน?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="right"&gt;9 พฤศจิกายน 2550&lt;br /&gt;(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 10 พฤศจิกายน 2550)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p align=center&gt;&lt;strong&gt;รายชื่อสมาชิก สนช.ที่ไม่รับหลักการ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;1. นายโคทม อารียา &lt;br /&gt;2. พล.ท.เจริญศักดิ์ เที่ยงธรรม &lt;br /&gt;3. พล.ต.ท.ชัยยันต์ กะกล่ำทอง&lt;br /&gt;4. นายดำรงค์ สุมาลยศักดิ์ &lt;br /&gt;5. นายตวง อันทะไชย &lt;br /&gt;6. นางเตือนใจ ดีเทศน์&lt;br /&gt;7. นายทวี สุรฤทธิกุล &lt;br /&gt;8. พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน &lt;br /&gt;9. นางบัญญัติ ทัศนียะเวช&lt;br /&gt;10. นายประพันธ์ คูณมี &lt;br /&gt;11. น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ &lt;br /&gt;12. ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์&lt;br /&gt;13. นายภัทระ คำพิทักษ์ &lt;br /&gt;14. นางมุกดา อินต๊ะสาร &lt;br /&gt;15. นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์&lt;br /&gt;16. นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธ์ &lt;br /&gt;17. นายสมเกียรติ อ่อนวิมล &lt;br /&gt;18. นายสมชาย แสวงการ&lt;br /&gt;19. นายสุริชัย หวันแก้ว &lt;br /&gt;20. นายโสภณ สุภาพงษ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=center&gt;&lt;strong&gt;รายชื่อสมาชิก สนช. ที่งดออกเสียง&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;1. นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา &lt;br /&gt;2. นายวิทย์ รายนานนท์&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8388286793321089779-3393264430403920043?l=rda15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rda15705.blogspot.com/feeds/3393264430403920043/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8388286793321089779&amp;postID=3393264430403920043' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/3393264430403920043'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/3393264430403920043'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rda15705.blogspot.com/2007/11/blog-post.html' title='ความมั่นคงของชาติหรือความมั่นคงของใคร?'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8388286793321089779.post-5703798675514425278</id><published>2007-10-29T16:24:00.002+07:00</published><updated>2008-07-03T16:31:40.525+07:00</updated><title type='text'>กระแสเสื้อสีชมพู</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม &lt;br /&gt;&lt;a href="mailto: roichaksaam@gmail.com"&gt;roichaksaam@gmail.com&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“ปรากฏการณ์เสื้อเหลือง” ที่พสกนิกรชาวไทยพร้อมใจกันสวมใส่เสื้อสีเหลืองเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในระยะสองปีที่ผ่านมา เป็นปรากฏการณ์ที่โลกได้จารึกไว้อย่างชื่นชมในพระบารมีของพระมหากษัตริย์องค์หนึ่งกับความรักของประชาชนประเทศหนึ่งที่มีต่อพระเจ้าอยู่หัวของเขาอย่างยากที่จะมีพระมหากษัตริย์และประชาชนประเทศไหนเสมอเหมือน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;ไม่เคยมีประชาชนประเทศไหนชวนกันใส่เสื้อสีประจำวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์ของตนเป็นเวลายาวนานนับปี และไม่เคยมีประชาชนประเทศไหนพากันมาปักหลักชุมนุมเฝ้าพระอาการของพระมหากษัตริย์ของตนด้วยการแหงนหน้ามองไปที่หน้าต่างห้องประทับรักษาพระองค์ทุกครั้งที่พระมหากษัตริย์ของตนเสด็จประทับรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากประชาชนประเทศไทย!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การพร้อมใจกันใส่เสื้อเหลืองเพื่อเฉลิมฉลองพระชนมายุครบ 80 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรภาคเอกชนต่างๆ ทั่วประเทศ บางองค์กรได้ผลิตเสื้อยืดสีเหลืองแจกจ่ายสมาชิกของตน บางองค์กรกำหนดให้สมาชิกใส่เสื้อเหลืองทุกวันจันทร์ บางองค์กรใส่กันเกือบทุกวันก็มี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แต่เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดมี “กระแสเสื้อสีชมพู” ปรากฏขึ้น!&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ่อค้าแม่ค้าที่เริ่มนำเสื้อสีชมพูมาวางขายบอกว่า “ปีหน้าเขาให้ใส่สีชมพู เพื่อแก้เคล็ดให้ในหลวง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พรรคพวกที่ทำงานรัฐวิสาหกิจบางคนบอกว่า ที่ทำงานมีคนเริ่มใส่สีชมพูแล้ว ด้วยความเชื่อที่ว่าจะสามารถช่วยให้ในหลวงทรงหายจากพระอาการประชวร และมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน เพราะสีชมพูเป็นสีประจำวันอังคาร หมายความว่าในหลวงได้ทรงผ่านวันพระราชสมภพซึ่งเป็นวันจันทร์มาแล้ว เท่ากับเป็นการสะเดาะเคราะห์ให้ในหลวงทรงผ่านพ้นวิกฤติทั้งหลายทั้งปวงอันเกิดจากพระอาการประชวรครั้งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้นตอความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องสีชมพูมาจากที่ไหนไม่มีใครยืนยัน แต่พิจารณาจากคำอธิบายและเหตุผลของการใส่เสื้อสีชมพูแล้ว คงวิเคราะห์ได้ไม่ยากว่าน่าจะมาจากคนในวงการโหราศาสตร์ ที่เชี่ยวชาญในการผูกดวง ทำนายชะตา และแก้เคล็ด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังคมไทยที่คนส่วนไม่น้อยยังพึ่งพาและเชื่อถือหมอดู เมื่อได้รับฟังเรื่องพวกนี้ บวกกับความรักความห่วงใยที่มีต่อในหลวง จึงง่ายที่จะรับเอา “กระแสเสื้อสีชมพู” มาไว้กับตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;มองในแง่ดีแล้วก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย!&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้คนได้เปลี่ยนความจำเจจากสีเหลืองมาเป็นสีชมพู พ่อค้าแม่ค้าก็มีโอกาสนำเสื้อยืดสีชมพูจำนวนมากมาจำหน่ายได้ทั้งปี และที่เหนือสิ่งอื่นใดคือพสกนิกรชาวไทยได้สบายใจขึ้นว่าตนได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีโอกาสส่งพลังใจให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ด้วยการสวมใส่เสื้อสีเหมือนกันอีกหนึ่งปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;แต่มองอีกมุมหนึ่งแล้วกลับน่าเป็นห่วง!&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะหากกระแสเสื้อสีชมพูเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาทั่วทั้งสังคม ก็เท่ากับเป็นการสื่อความหมายผิดๆ สร้างความเชื่อและปลูกฝังความคิดที่ไม่เป็นวิทยาศาตร์ให้กับผู้คนทั้งสังคม ไม่ต่างกับเหตุการณ์ความเชื่อเรื่องผีแม่ม่ายในอดีตของคนบางหมู่บ้านในภาคอิสานที่พากันแก้เคล็ดด้วยการเอาผ้าแดงมาผูกไว้ที่รั้ว หรือเอาปลัดขิกกับหุ่นไล่กามาปักไว้หน้าบ้าน เพื่อไม่ให้ผีแม่ม่ายมาเอาชีวิตของผู้ชายในบ้านไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“กระแสเสื้อเหลือง” เป็นเรื่องที่มีเหตุผลอธิบายได้และทั่วโลกชื่นชม แต่หากก้าวไปถึง “กระแสเสื้อสีชมพู” เมื่อไร ความชื่นชมที่นานาอารยประเทศมีต่อ “ปรากฏการณ์เสื้อเหลือง” จะหมดไปทันที ต่างชาติจะหยันเอาว่าประเทศนี้นอกจากไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตยแล้ว ยังถูกครอบงำด้วยความคิดแบบไสยศาสตร์อีกด้วย เห็นได้จากเมื่อเร็วๆ นี้ ความพยายามรวมพรรคการเมืองบางพรรคยังต้องอ้างเรื่องผีบรรพบุรุษสั่งให้มารวมกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และความปรารถนาที่จะเห็นพระองค์มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงไม่ได้อยู่ที่การใส่เสื้อสีอะไร หากที่สำคัญอยู่ที่การทำความดี อยู่ที่การครองตนเป็นคนดีและทำหน้าที่การงานของตนให้ถูกต้องครบถ้วน และตอบแทนสังคมด้วยการเสียสละส่วนที่สามารถเสียสละได้ให้สังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หากบุคคลหนึ่งบุคคลใดยังเชื่อในเรื่องการแก้เคล็ดด้วยสีชมพู ก็ย่อมเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะทำได้ ขอเพียงแต่หน่วยงานทางราชการอย่าเป็นตัวตั้งตัวตีสนับสนุนให้มีการสื่อความหมายผิดๆ ไปสู่สังคมด้วยการชักชวนให้ผู้คนหันมาใส่เสื้อสีชมพูเท่านั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หากทำไม่ได้จริงๆ ก็โปรดเขียนตัวอักษรกำกับไว้บนเสื้อด้วยว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการสวมใส่” &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;29 ตุลาคม 2550&lt;br /&gt;(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 30 ตุลาคม 2550)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8388286793321089779-5703798675514425278?l=rda15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rda15705.blogspot.com/feeds/5703798675514425278/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8388286793321089779&amp;postID=5703798675514425278' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/5703798675514425278'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/5703798675514425278'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rda15705.blogspot.com/2007/10/blog-post_29.html' title='กระแสเสื้อสีชมพู'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8388286793321089779.post-153842590939720523</id><published>2007-10-22T16:12:00.002+07:00</published><updated>2008-07-03T16:21:31.683+07:00</updated><title type='text'>One best way ของการพัฒนาประชาธิปไตย</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม &lt;br /&gt;&lt;a href="mailto: roichaksaam@gmail.com"&gt;roichaksaam@gmail.com&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;One best way คือวิธีการทำงานที่ดีที่สุดในการบรรลุผลสำเร็จของการทำงานในแต่ละขั้นตอนของการทำงานแต่ละชิ้น ที่ Frederick Winslow Taylor บิดาแห่งทฤษฎีวิทยาศาสตร์การจัดการ (Scientific Management)ได้เสนอแนวคิดที่ปฏิวัติการทำงานแบบดั้งเดิมนี้ไว้เมื่อเกือบร้อยปีที่ผ่านมา&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;การเสนอของ Taylor ได้ผ่านการทดลองอย่างเป็นวิทยาศาตร์โดยละเอียด เป็นต้นว่า การก่ออิฐให้ได้เร็วและมีคุณภาพ การเคลื่อนไหวร่างกายและอิริยาบทของคนงานต้องลดจาก 18 ท่าลงเหลือ 5 ท่า หรือการใช้พลั่วขุด คนงานที่เก่งควรใช้พลั่วยกน้ำหนักประมาณ 21 ปอนด์ จะได้งานทั้งวันมากกว่าการโหมขุดทีละ 24 ปอนด์ หรือการขุดแบบอู้งานทีละ 18 ปอนด์ เป็นต้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทฤษฎีของเขาแม้ในเวลานั้นมีหลายฝ่ายคัดค้าน (เพราะแน่นอนว่าไม่เคยมีทฤษฎีไหนที่สมบูรณ์แบบที่สุดและไม่เคยถูกใครคัดค้าน) แต่ทุกวันนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า One best way ได้ถูกนำมาใช้เป็นหลักการบริหารจัดการในหลายบริบทของงาน และแม้การจัดรื้อระบบภายในองค์กรที่เรียกว่า Reengineering หรือการบริหารระบบคุณภาพ (Quality system management) ในยุคปัจจุบันต่างล้วนได้รับอิทธิพลแนวความคิดมาจากทฤษฎีวิทยาศาตร์การจัดการของ Taylor ทั้งสิ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ไม่เว้นแม้การพัฒนาประชาธิปไตยของไทยในปัจจุบัน ที่ผู้รักประชาธิปไตยควรต้องช่วยกันค้นหา One best way ออกมาให้ได้เช่นกัน!&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่งปีที่ผ่านมานี้ มีการถกเถียงกันมากว่าใครกันแน่ที่พัฒนาประชาธิปไตย? และใครกันแน่ที่ทำลายประชาธิปไตย? พวกทักษิณ? หรือพวกคมช?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกทักษิณก็อ้างว่าพวกคมช. ทำให้ระบอบเผด็จการครองเมือง ระบอบประชาธิปไตยไทยถอยหลังเข้าคลองกลับไปอีกอย่างน้อย 15 ปี ส่วนพวกคมช. ก็อ้างว่าพวกทักษิณนั่นแหละคือเผด็จการทางรัฐสภา ทุจริตคอร์รัปชั่นและหว่านซื้อองค์กรอิสระต่างๆ ให้อยู่ใต้อาณัติของตน ทหารจึงจำเป็นต้องรัฐประหารกอบกู้ระบอบประชาธิปไตยไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งสองฝ่ายล้วนมีแฟนคลับไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน การเลือกข้างไม่เกิดจากจากค่านิยมทางการเมือง ก็เกิดจากผลประโยชน์ทางธุรกิจที่ตกกระทบทั้งโดยตรงและโดยอ้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝ่ายหนึ่งตะโกนว่าไม่เอารัฐประหาร ให้เอาทักษิณกลับคืนมา ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็พยายามขุดรากถอนโคนระบอบทักษิณให้สิ้นซาก ไม่เช่นนั้นประชาธิปไตยจะโงหัวไม่ขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;แล้ว One best way ของการพัฒนาประชาธิปไตยไทยอยู่ตรงไหนเล่า?&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าการสนับสนุนตัวแทนทุนผูกขาดที่สามานย์ ใช้อำนาจรัฐมาดำเนินนโยบายที่เอื้อผลประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง แทรกแซงองค์กรตรวจสอบในระบอบประชาธิปไตยไม่ให้ทำงานได้อย่างอิสระ และใช้อำนาจเงินจากการทุจริตคอร์รัปชั่นมาหว่านซื้อทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อการเผด็จอำนาจที่สมบูรณ์แบบ เป็นการพัฒนาประชาธิปไตย เราก็ควรสนับสนุนให้ระบอบทักษิณกลับคืนมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือถ้าการเอารถถังออกมายึดอำนาจบ้านเมือง ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง ตั้งคนในกองทัพเข้าไปคุมรัฐวิสาหกิจต่างๆ ออกกฎหมายรับรองอำนาจเผด็จการและวางแผนสี่ห้าขั้นเพื่อให้การเมืองในอนาคตเป็นไปตามรูปการที่ฝ่ายยึดอำนาจต้องการ ถือเป็นการปกป้องประชาธิปไตย เราก็ควรสนับสนุนให้มีการรัฐประหารทุกครั้งที่ได้รัฐบาลไม่ดีมาบริหารประเทศ อย่างที่หลายคนในเวลานี้เตรียมใจยอมรับให้มีการรัฐประหารอีกหากการเมืองหลังการเลือกตั้งมีปัญหา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;ปัญหาที่น่าคิดคือ ทั้งสองหนทางข้างต้นเป็น One best way ของการพัฒนาประชาธิปไตยจริงๆ หรือ? เผด็จการทุนผูกขาดกับเผด็จการทหาร จะสร้างประชาธิปไตยได้จริงล่ะหรือ?&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชีวิตทาสอาฟริกันคงไม่สามารถเป็นอิสระได้เพียงเพราะเปลี่ยนนายทาสจากอเมริกามาเป็นนายทาสทางยุโรป นอกเสียจากการต่อสู้เพื่อให้มีการเลิกทาส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประชาชาติเวียดนามคงไม่สามารถกลับคืนสู่อิสรภาพและความผาสุกได้เพียงเพราะเปลี่ยนผู้ปกครองจากฝรั่งเศสมาเป็นอเมริกัน เว้นเสียแต่จะต้องต่อสู้ขับไล่ผู้รุกรานออกไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;ประชาธิปไตยไทยก็เช่นกัน คงจะไม่สามารถปกป้องและพัฒนาได้จากการเอาเผด็จการทหารมาโค่นล้มเผด็จการทุนนิยมผูกขาด หรือเอาการรัฐประหารมาไล่รัฐบาลเลว&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การอดทนพัฒนาคุณภาพและจิตสำนึกทางการเมืองของประชาชนไทยให้เข้าใจและรู้เท่าทันคนเท่านั้นแหละ ที่เป็น One best way ของการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยไทยอย่างแท้จริง อาจจะช้า อาจจะเหนื่อย แต่ก็ไม่มีเส้นทางลัดอื่น เพราะหลายสิ่งหลายอย่างในโลกนี้ก็ไม่มีเส้นทางลัดให้เดินเสมอไปเหมือนกัน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;ไม่เช่นนั้น ผู้ชายวัย 29 ปีที่ชื่อ สิทธารถะ คงไม่ต้องใช้เวลากว่าสองพันหกร้อยปีที่จะทำให้สิ่งที่เขาค้นพบและถ่ายทอดให้นักบวช 5 รูปรับรู้ในป่าเล็กๆ แห่งหนึ่ง ได้รับการเผยแพร่ออกไปทั่วโลกอย่างทุกวันนี้ &lt;/em&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;22 ตุลาคม 2550&lt;br /&gt;(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 23 ตุลาคม 2550)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8388286793321089779-153842590939720523?l=rda15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rda15705.blogspot.com/feeds/153842590939720523/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8388286793321089779&amp;postID=153842590939720523' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/153842590939720523'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/153842590939720523'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rda15705.blogspot.com/2007/10/one-best-way.html' title='One best way ของการพัฒนาประชาธิปไตย'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8388286793321089779.post-3190564137647616376</id><published>2007-10-15T14:46:00.004+07:00</published><updated>2008-07-03T16:07:02.385+07:00</updated><title type='text'>การเมืองแบบซักส้าว</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม &lt;br /&gt;&lt;a href="mailto: roichaksaam@gmail.com "&gt;roichaksaam@gmail.com &lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซักส้าวเป็นการละเล่นของเด็กไทยสมัยโบราณ ผู้เล่นยืนหันหน้าเข้าหากัน ยื่นมือทั้งสองยึดกัน แล้วโยกแขนไปมา พร้อมทั้งร้องเพลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_Aprg4up9nek/SGySX9wXnhI/AAAAAAAAAfc/uKFgzEpYMV0/s1600-h/poem10.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://bp0.blogger.com/_Aprg4up9nek/SGySX9wXnhI/AAAAAAAAAfc/uKFgzEpYMV0/s400/poem10.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5218707008627645970" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การเมืองไทยวันนี้เหมือนการเล่นซักส้าว!&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากเป็นการเมืองแบบเด็กเล่น คือประชาธิปไตยยังคงเตาะแตะเยาว์วัยไม่เติบใหญ่เสียที และนอกจากมือใครยาวสาวได้สาวเอา มือใครสั้นเอาเถาวัลย์ต่อเข้าแล้ว อำมาตยาธิปไตย หรือขุนนางแบบตัวจริงเสียงจริงยังมาเล่นเองอีกด้วย แต่จะเล่นให้ตัวเองหรือเล่นให้ใครนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การลงเล่นการเมืองเองระยะหลังของขุนนางเห็นได้ชัดจากบทบาทขุนนางฝ่ายตุลาการที่ถูกขอร้องให้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาทางการเมืองในช่วงปลายรัฐบาลพตท.ทักษิณ ชินวัตร ตัวแทนทุนนิยมผูกขาดที่บังอาจแหงนหน้าขึ้นฟ้าเอาตาดูดาว ตามมาด้วยการโค่นล้มรัฐบาลทักษิณโดยการรัฐประหารของขุนนางฝ่ายทหาร และการร่างรัฐธรรมนูญที่เอื้ออำนาจให้แก่พวกขุนน้ำขุนนาง ปิดท้ายด้วยการเข้ามานั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีคุมทั้งกลาโหมและมหาดไทยที่มีผลไม่มากก็น้อยต่อกระบวนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นของอดีตขุนนางใหญ่ฝ่ายทหารที่นำการรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณ ด้วยเหตุนี้ การเมืองหลังการเลือกตั้งจะเป็นประชาธิปไตยได้แค่ไหนคงเดาได้ไม่ยาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคุณภาพของตัวแสดงในเวทีการเลือกตั้งปลายปีนี้ที่ประชาชนเห็นหน้าแล้วก็แทบไม่อยากอ่านนโยบาย เพราะนอกจากพฤติกรรมการรวมตัวแยกตัวก่อนการเลือกตั้งโดยใช้ผลประโยชน์ของตนเองเป็นฐานการตัดสินใจมากกว่าอุดมการณ์ทางการเมืองแล้ว นโยบายที่พรรคการเมืองต่างๆ หาเสียงแต่ละครั้งก็แทบไม่เคยทำอะไรได้จริงจังตามสัญญาเลยสักครั้งที่ผ่านมา อนาคตของการเมืองไทยหลังการเลือกตั้งครั้งนี้จึงออกจะดูมืดมนและน่าหดหู่อยู่ไม่น้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;หันมาดูการเมืองภาคประชาชน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนเดือนตุลา คนเดือนพฤษภา หรือคนเดือนไหน ล้วนมีคนดีมีฝีมือและมีเจตนารมณ์ที่ดีต่อชาติบ้านเมืองไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เพียงแต่ว่าภาคประชาชนยังมีจุดอ่อนด้านวุฒิภาวะทางการเมือง (Maturity)ด้วยเหตุนี้จึงรวมตัวกันไม่ค่อยได้และบ่อยครั้งทะเลาะกันเองมากกว่าที่จะสามัคคีกันไปต่อสู้หรือบรรลุจุดมุ่งหมายที่ร่วมกัน การจัดงานรำลึก 6 ตุลา หรือ 14 ตุลา รวมทั้งงานที่คล้ายคลึงกันทำนองนี้ในระยะหลังอีกหลายงานคือหลักฐานส่วนหนึ่งที่ยืนยันความจริงข้อนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี หากเรายังเชื่อว่าการเมืองและนักการเมืองจะมีคุณภาพ ประชาชนต้องมีคุณภาพก่อนแล้ว ภาคประชาชนจะต้องสนใจพัฒนาคุณภาพของตนและองค์กรของตนอย่างจริงจัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;เพราะความหวังต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของการเมืองไทยนั้น เริ่มที่การเมืองนอกรัฐสภามากกว่าที่การเมืองในรัฐสภา &lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;และภารกิจสำคัญประการหนึ่งของการเมืองภาคประชาชนนอกรัฐสภาอย่างประเทศไทยเรานี้ ก็คือการจัดตั้งและให้การศึกษาทางการเมืองที่ถูกต้องแก่ประชาชนอย่างอดทน ต่อเนื่อง และยาวนาน ให้ประชาชนมีความเข้าใจและความหนักแน่นมั่นคง มิใช่มีเพียงแค่อารมณ์ที่พร้อมจะปลิวไหวกระจัดกระจายเหมือนกองทรายที่ต้องลม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และที่สำคัญการเมืองภาคประชาชนต้องไม่มีพฤติกรรมที่ทำให้ใครนำไปครหานินทาได้ว่าเข้าไปแอบแฝงตักตวงผลประโยชน์โดยใช้ประชาชนบังหน้า มิเช่นนั้นการเมืองภาคประชาชนที่คนควรฝากความหวังจะกลายเป็นการเมืองแบบซักส้าวที่มีบทร้องประกอบอีกบทหนึ่งว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SGyWciqzsFI/AAAAAAAAAfk/L8eNSZ3Yxls/s1600-h/poem11.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SGyWciqzsFI/AAAAAAAAAfk/L8eNSZ3Yxls/s400/poem11.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5218711485302419538" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;15 ตุลาคม 2550&lt;br /&gt;(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 16 ตุลาคม 2550)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8388286793321089779-3190564137647616376?l=rda15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rda15705.blogspot.com/feeds/3190564137647616376/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8388286793321089779&amp;postID=3190564137647616376' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/3190564137647616376'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/3190564137647616376'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rda15705.blogspot.com/2007/10/blog-post_15.html' title='การเมืองแบบซักส้าว'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp0.blogger.com/_Aprg4up9nek/SGySX9wXnhI/AAAAAAAAAfc/uKFgzEpYMV0/s72-c/poem10.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8388286793321089779.post-3844983261056301971</id><published>2007-10-08T13:05:00.005+07:00</published><updated>2008-07-03T15:22:56.040+07:00</updated><title type='text'>ผู้คนแห่งเดือนตุลา</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม &lt;br /&gt;&lt;a href="mailto: roichaksaam@gmail.com "&gt;roichaksaam@gmail.com &lt;/a&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ตุลาคมปีนี้ ก็เช่นเดียวกับตุลาคมของสองสามปีที่ผ่านมา ถนนราชดำเนินยังคงเงียบเหงา ไม่มีการจัดงานรำลึกหรือเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่สมกับที่ถนนสายนี้เคยรองรับเหตุการณ์ทางการเมืองอันมีความหมายทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่งของเดือนตุลาคมมาแล้วถึงสองเหตุการณ์&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;แทบทุกปีในเดือนตุลา เพื่อนผู้เป็นกัลยาณมิตร 2-3 ท่านจะเอ่ยปากขอให้เขียนอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์เดือนตุลา เพื่อไม่ให้กาลเวลาทำให้ความทรงจำถูกทอดทิ้ง และเพื่อให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสรับรู้และเข้าใจเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของแผ่นดินที่พวกเขามีชีวิตอยู่ ข้าพเจ้ารับปากและเลือกเขียนเรื่องเล่าถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ในบางมุมเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีใครบันทึกไว้ ด้วยเหตุผลที่ว่าการเล่าเรื่องที่ยิ่งเล็กในเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่นั้นทำได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องอาศัยทฤษฎีอะไรมาวิเคราะห์มากมาย  อีกประการหนึ่งเรื่องที่ยิ่งเล็ก คนพูดถึงก็ยิ่งน้อย จึงเป็นอานิสงส์แก่ผู้อ่านที่จะได้รับรู้เรื่องราวที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องเล็กๆ ที่ข้าพเจ้าจะเล่าต่อไปนี้  เป็นเรื่องราวของผู้คนแห่งเดือนตุลาในบางส่วนที่ข้าพเจ้าสัมผัสโดยตรงเท่านั้น เป็นผู้คนมุมเล็กๆ มุมหนึ่ง ในถนนสายใหญ่แห่งเดือนตุลา  แน่นอนพวกเขาเป็นคนเล็กๆ  คนที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักหรือบันทึกไว้  ถ้าจะมีใครรู้จักพวกเขาบ้างก็เป็นเพียงในแวดวงแคบๆ ที่สัมพันธ์กันเท่านั้น   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับข้าพเจ้า คนเหล่านี้คือวีรชนที่แต่งแต้มสีสันและความสมบูรณ์ให้กับประวัติศาสตร์เดือนตุลาเช่นเดียวกับวีรชนอีกหลายคนที่เรารู้จัก เพียงแต่พวกเขาเป็นวีรชนนิรนามที่เดินเข้ามาหาเราพร้อมกับเหตุการณ์ และจากเราไปเมื่อเหตุการณ์สิ้นสุดลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้คนกลุ่มแรกที่ข้าพเจ้าอยากพูดถึงคือ หนุ่มสาวชาวธรรมศาสตร์ในคืนวันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2516 หนุ่มสาวกลุ่มนี้มีอายุระหว่าง 18-22 ปีโดยประมาณ  ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มอิสระเช่น กลุ่มผู้หญิง กลุ่มเศรษฐธรรม  ชมรมนิติศึกษา สภาหน้าโดม และจากพรรคนักศึกษาคือ พรรคพลังธรรมกับพรรคยูงทอง   คืนนั้นพวกเขาช่วยกันนำปูนปลาสเตอร์มาอุดรูกุญแจห้องสอบ เอาโซ่มาล่ามประตูลิฟท์แบบโบราณที่ตึกคณะศิลปศาสตร์ เพื่อไม่ให้มีการสอบในวันรุ่งขึ้นโดยหวังระดมนักศึกษามาชุมนุมประท้วงให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ต้องหาเรียกร้องรัฐธรรมนูญทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข  ข้าพเจ้าไม่เคยลืมเหตุการณ์คืนนั้น  ภาพของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ในเครื่องแบบนักศึกษาบ้าง ในชุดลำลองบ้าง พร้อมกับเพื่อนนักศึกษาชายจำนวนหนึ่งในมือถือถ้วยผสมปูนปลาสเตอร์วิ่งจากประตูห้องนี้ไปประตูห้องโน้นอย่างคล่องแคล่วเพื่อเอาปูนหยอดเข้าไปในรูกุญแจ  ขณะที่นักศึกษาชายอีกจำนวนหนึ่งนำโซ่มาล่ามประตูลิฟท์  และเขียนป้ายผ้าด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า “งดสอบ”   “เอาประชาชนคืนมา” และ “เราเรียกร้องรัฐธรรมนูญเป็นกบฏหรือ”  พวกเขากระทำการอย่างอาจหาญภายใต้การตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวของที่ประชุมร่วมระหว่างองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับกลุ่มอิสระต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่จะให้จัดการชุมนุมขึ้นที่ลานโพธิ์และเลื่อนการสอบประจำภาคออกไปอย่างไม่มีกำหนด  พวกเขาเป็นนักศึกษากลุ่มแรกสุดและกลุ่มเดียวในขณะนั้นที่แสดงเจตนารมณ์ไม่ยอมเข้าสอบ โดยเอาอนาคตทางการศึกษาของตนเป็นเดิมพัน เพราะภายใต้รัฐบาลเผด็จการเวลานั้น หากพวกเขากระทำการไม่สำเร็จ โอกาสที่จะถูกไล่ออกจากสถาบันการศึกษา สูญเสียอนาคตและถูกจับกุมคุมขังด้วยข้อหาสาระพัดนั้นยืนรออยู่ข้างหน้าแล้ว ในเวลานั้นในหมู่พวกเขาคงไม่มีใครรู้หรอกว่าการตัดสินใจครั้งนั้น และกิจกรรมที่ช่วยกันทำในค่ำคืนนั้นจะเป็นการจุดประกายก้าวแรกของการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการที่มีประชามหาชนเข้าร่วมมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของชาติไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากเหตุการณ์คืนนั้น  ข้าพเจ้าได้พบหนุ่มสาวกลุ่มนี้อีกหลายครั้งก่อนที่การชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะพัฒนาไปเป็นการเดินขบวนออกสู่ท้องถนนและข้อเรียกร้องจะยกระดับจากเดิมไปสู่การขับไล่เผด็จการลงจากบัลลังก์  ในระหว่างนั้นพวกเขาส่วนหนึ่งทำงานในด้านสวัสดิการจัดหาและแจกจ่ายเสบียงอาหารแก่ผู้มาชุมนุม  ส่วนหนึ่งประสานงานกับผู้นำการชุมนุม  ส่วนหนึ่งผลิตใบปลิวแถลงการณ์ในนามกลุ่มวิชาชีพและองค์กรต่างๆ ออกมาปลุกขวัญและให้กำลังใจผู้ร่วมชุมนุม โดยตั้งชื่อกลุ่มเอาเองเพื่อกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวในหมู่ประชาชนวงการต่างๆ ขณะเดียวกันก็เท่ากับเป็นการขยายฐานแนวร่วมต่อต้านเผด็จการไปด้วยในตัว  ใครสักกี่คนจะรู้ว่าแถลงการณ์ฉบับแรกของกลุ่มยุวสงฆ์ที่ออกมาในตอนนั้นเขียนและผลิตโดยยุวฆารวาสกลุ่มนี้นั่นเอง เพราะเวลานั้นกลุ่มยุวสงฆ์ที่เป็นของสงฆ์จริงๆ ยังไม่ได้จัดตั้งขึ้น  เรื่องขำๆ ที่ข้าพเจ้าอยากเล่าให้ฟังคือ ขณะร่างแถลงการณ์ฉบับนี้ พวกเขาถกเถียงกันอยู่นานว่าจะใช้คำขึ้นต้นว่าอะไรดี “เจริญพร” หรือ “นมัสการ”  เพราะแต่ละคนล้วนเป็นประเภทไกลวัดด้วยกันทั้งนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกวันนี้เมื่อหวนระลึกถึงเหตุการณ์ในคืนวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ข้าพเจ้าก็อดนึกถึงคำพูดคำหนึ่งไม่ได้  เป็นคำพูดของเจ้านายพระองค์หนึ่งที่อุทานออกมาในเช้าตรู่ของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เมื่อเห็นพระยาพหลพลพยุหเสนานำกำลังทหารหนุ่มเอาโซ่คล้องประตูพระที่นั่งอนันตสมาคม ว่า “เด็กพวกนี้ใจคออาจหาญนัก !”   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครับ...ถ้าเพื่อประชาธิปไตย ต่อสู้อำนาจเผด็จการแล้ว เด็กตัวเล็กๆ ที่ไม่มีใครรู้จักชื่อเสียง  เด็กๆ ที่วิ่งหยอดปูนปลาสเตอร์ใส่รูกุญแจห้องสอบและเอาโซ่มาล่ามประตูลิฟท์ที่ตึกคณะศิลปศาสตร์คืนนั้น &lt;em&gt;“ใจคออาจหาญนัก !” &lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้คนกลุ่มต่อมาที่ข้าพเจ้าอยากพูดถึงคือ  ผู้คนที่ข้าพเจ้าพบในวันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 อันประกอบด้วย แม่ค้า  ทหารเรือ  เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล สองสามีภรรยาผู้อารี และพี่วิทย์เจ้าของโรงพิมพ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คืนวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม 2516 หลังจากร่วมชุมนุมและเดินขบวนติดต่อกันมาถึง 5 วัน 5 คืน ข้าพเจ้าและเพื่อนๆ ในกลุ่มเดียวกันเริ่มอิดโรย ประกอบกับเวลานั้นรัฐบาลยอมปล่อยตัวผู้ต้องหาเรียกร้องรัฐธรรมนูญออกมาแล้ว จึงตกลงกันว่าจะกลับไปอาบน้ำและหาเวลางีบที่บ้านแล้วนัดกันกลับมาใหม่ในสายของวันรุ่งขึ้น  ค่อนคืนของวันนั้นข้าพเจ้าเข้านอนพร้อมกับวิทยุทรานซิสเตอร์เครื่องเล็กเปิดฟังข่าวหลับๆ ตื่นๆ ไปด้วย  กระทั่งรุ่งเช้าได้ยินเสียงจากวิทยุบอกว่ามีการปะทะกันขึ้นที่ข้างสวนจิตรฯ  ข้าพเจ้าจึงรีบลุกขึ้น เตรียมอาบน้ำแต่งตัว ใจคิดแต่ว่าจะต้องกลับเข้าไปที่ธรรมศาสตร์เพื่อพบพรรคพวกให้ได้ เพราะตอนนั้นอย่าว่าแต่โทรศัพท์มือถือเลย แม้แต่โทรศัพท์บ้านก็ใช่ว่าจะมีกันทุกคน การติดต่อนัดพบของพวกเราที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ มาพบกันที่ธรรมศาสตร์   หลังจากเจรจาต่อรองกับบิดาอยู่เป็นนาน ในที่สุดก่อนเที่ยงวันนั้นข้าพเจ้าก็ได้กลับเข้ามาจนถึงธรรมศาสตร์โดยบิดาเป็นผู้ขับรถมาส่งให้ที่ท่าพระจันทร์ท่ามกลางเสียงปืนของฝ่ายทหารที่ไล่ยิงประชาชนอยู่หน้ากรมสรรพากร ถนนราชดำเนิน  ขณะนั้นที่ธรรมศาสตร์มีการหามคนบาดเจ็บจากการถูกยิงข้ามฟากไปศิริราชเป็นจำนวนมาก  เหตุการณ์ตอนนั้นชุลมุนวุ่นวาย  เสียงกระสุนดังมาจากหน้าหอประชุมใหญ่  เสียงหวีดร้องและวิ่งหนี  เสียงตึกตักจากฝีเท้าของผู้คนที่ช่วยกันหามคนบาดเจ็บไปลงเรือ บวกกับเสียงตะโกนซ้ำๆ ที่บริเวณสามแยกลานโพธิ์ว่า  “กลับไปก่อนพวกเรา วันนี้เราแพ้เขาแล้ว”  ที่ดังมาจากหญิงร่างใหญ่วัยกลางคนผู้หนึ่งพร้อมกับชี้ทางให้คนหลบหนีออกไปจากธรรมศาสตร์ โดยที่ตัวเธอเองยังคงไม่หนีไปไหน  ในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องถอยเช่นวันนั้น เธอปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีสติและไม่เสียขวัญ ข้าพเจ้าไม่รู้จักชื่อเธอ ทราบแต่ว่าเธอเป็นแม่ค้าละแวกนั้น  เธอหนุนช่วยการต่อสู้ของประชาชนด้วยการส่งเสบียงมาให้ที่ชุมนุมเป็นประจำ  ข้าพเจ้าเชื่อว่าหลายคนในที่ชุมนุมต้องจำเธอได้  และหลายคนคงเห็นด้วยกับข้าพเจ้าว่า คนเดือนตุลาที่เข้าร่วมการต่อสู้และเสียสละไม่แพ้ใครคนหนึ่งก็คือ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าแถวท่าพระจันทร์ ท่าช้าง และปากคลองตลาดที่คอยส่งเสบียงอาหารไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ หรือข้าวห่อนับเป็นหลายสิบหลายร้อยเข่งมาให้ที่ชุมนุม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากสามแยกลานโพธิ์ ข้าพเจ้าวิ่งผ่านหญิงคนนั้นไปที่ใต้ถุนตึกเอ.ที. (ปัจจุบันรื้อออกแล้ว และสร้างเป็นตึกคณะเศรษฐศาสตร์ขึ้นมาแทน) เนื่องจากปกติพวกเรามักรวมกันอยู่ที่นั่นเพราะเป็นที่ทำการของกลุ่มอิสระหลายกลุ่มในเวลานั้น  เมื่อไปถึงข้าพเจ้าไม่พบใครเลยนอกจากนักศึกษาหญิงรุ่นน้องคนหนึ่งยืนตัวสั่นอยู่คนเดียวในห้องซึ่งเป็นที่ทำการของกลุ่มผู้หญิง เราทั้งสองจึงพากันหลบออกมาจากที่นั่นวิ่งตามผู้คนไปลงเรือที่ใต้ถุนตึกสโมสรเก่า ตรงข้ามคณะรัฐศาสตร์เนื่องจากตอนนั้นมีเสียงประกาศว่าทหารกำลังจะเข้ามาเคลียร์พื้นที่ในธรรมศาสตร์  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ท่ารือ ภาพที่ข้าพเจ้าไม่มีวันลืมคือ ทหารเรือนอกเครื่องแบบกลุ่มหนึ่ง นำเรือเหล็กมารับผู้คนข้ามฟากไปฝั่งโรงพยาบาลศิริราช  ทหารเรือที่ลอยลำอยู่กลางแม่น้ำก็ไม่ได้ยิงนักศึกษาประชาชนเหมือนทหารบก  ข้าพเจ้ารู้สึกขอบคุณกองทัพเรือเป็นอย่างยิ่ง  ที่ผ่านมาข้าพเจ้ามีความรู้สึกที่ดีต่อกองทัพเรือมาโดยตลอด  ในประวัติศาสตร์ กองทัพเรือไม่เคยทำร้ายประชาชน  ทหารเรือไม่เคยยิงนักศึกษา  ในคราวก่อรัฐประหารที่เรียกว่า “กบฏแมนฮัตตั้น” ทหารเรือก็ทำไปเพื่อล้มล้างรัฐบาลเผด็จการของจอมพล ป. พิบูลสงคราม หากวันนั้นทหารเรือลุแก่อำนาจ  ขาดจิตใจที่เห็นอกเห็นใจฝ่ายประชาธิปไตยแล้ว ผู้คนจะบาดเจ็บล้มตายมากกว่านี้ ด้วยเหตุนี้แม้กองทัพเรือจะเป็นกลไกอำนาจรัฐ  แต่บุคคลจำนวนมากในกองทัพเรือเวลานั้นมีจิตใจรักประชาธิปไตย  สำหรับข้าพเจ้าแล้ว พวกเขาคือคนเดือนตุลาเหมือนกัน  ประวัติศาสตร์กองทัพเรือจะด่างพร้อยอยู่นิดก็ตรงที่อดีตผู้บัญชาการทหารเรือนายหนึ่ง ไปนำการรัฐประหารเข่นฆ่าประชาชนอย่างโหดเหี้ยมทารุณเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่โรงพยาบาลศิริราช  แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลคือคนเดือนตุลาอีกกลุ่มหนึ่งที่ข้าพเจ้าพบนอกเหนือจากที่พบเห็นเพื่อนๆ ของพวกเขาปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันอยู่ที่ธรรมศาสตร์ และที่ต่างๆ ริมถนนราชดำเนิน  ณ ท่าเรือโรงพยาบาลศิริราชที่มีผู้คนคับคั่งข้ามมาจากฝั่งธรรมศาสตร์  พวกเขาจะปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ถูกไล่ล่าอย่างมีประสิทธิภาพเหมือนมืออาชีพ  เมื่อเห็นมีใครแต่งตัวคล้ายนักศึกษา เช่น เสื้อเชิ้ตขาว กางเกงหรือกระโปรงดำหรือน้ำเงินเป็นต้น พวกเขาจะสั่งให้ถอดเสื้อออก แล้วโยนเสื้อสีสันดอกลายต่างๆ มาให้ใส่แทน พร้อมกับดุนหลังให้ออกไปตามช่องทางที่ปลอดภัยจากการไล่ล่าของพวกทหารอย่างรวดเร็ว  ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าพวกเขาไปขนเสื้อผ้ามาจากไหนมากมายเป็นเข่งๆ อย่างนั้น  และที่น่าคารวะคือใครหนอช่างคิดรอบคอบถึงเพียงนั้นว่าควรให้นักศึกษาเปลี่ยนเสื้อเพื่อความปลอดภัยซึ่งข้าพเจ้าเองตอนนั้นก็คิดไม่ถึง  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงยิ่งกว่านี้คือ ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากรั้วโรงพยาบาล  รถเก๋งคันหนึ่งก็ปราดเข้ามา สองสามีภรรยาที่นั่งมากับรถไขกระจกลงพร้อมตะโกนว่า &lt;strong&gt;“น้องขึ้นรถ !”&lt;/strong&gt;  ข้าพเจ้ากับนักศึกษาหญิงรุ่นน้องมองหน้ากันเหลอหลา แต่สัญชาตญาณตอนนั้นบอกว่ามีคนมาช่วย จึงโดดขึ้นรถกันอย่างรวดเร็ว  สามีภรรยาผู้อารีสองท่านนั้นพาเราทั้งสองมาส่ง ณ ที่ซึ่งปลอดภัยจากเหตุการณ์อย่างเต็มใจโดยเราไม่ได้ร้องขอ   ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านทั้งสองเป็นใครและปัจจุบันอยู่ที่ไหน  หากท่านทั้งสองบังเอิญอ่านพบ ขอได้โปรดทราบว่าเด็กนักศึกษาที่ท่านช่วยไว้วันนั้นปลอดภัยและปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ด้วยจิตวิญญาณที่ไม่ต่างไปจากวันที่ท่านช่วยเหลือเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เย็นวันนั้น ข้าพเจ้ากับน้องนักศึกษาหญิงปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรดี  เนื่องจากไม่เคยประสบเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ทั้งเสียใจทั้งเคียดแค้น ไม่เคยคิดว่าทหารจะไล่ฆ่าพวกเราถึงขนาดนี้  เราทั้งสองตกลงกันว่าจะต้องแก้แค้น  เธอพาข้าพเจ้าไปที่บ้านหลังหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าเป็นบ้านของเธอเองหรือบ้านของญาติเธอ จำได้แต่ว่าหลังใหญ่มาก  เธอบอกว่าที่นั่นมีปืน และคืนนั้นเราได้ปืนจากบ้านหลังนั้น  โดยเข้าไปหยิบกันมาเอง เนื่องจากไม่มีใครอยู่บ้านเวลานั้น  นี่เป็นครั้งแรกของชีวิตนักศึกษาที่ตลอดเวลาจับแต่ปากกาต้องมาจับปืน  เมื่อได้ปืน จุดแรกที่ข้าพเจ้าคิดจะไปคือที่โรงพิมพ์เจริญวิทย์ แถวตลาดพานถม บางลำพู เพราะที่นั่นเป็นอีกแห่งหนึ่งที่่พรรคพวกของข้าพเจ้ามักไปกันเนื่องจากพิมพ์หนังสือกับโรงพิมพ์นี้เป็นประจำ พี่วิทย์เจ้าของโรงพิมพ์และพี่หวันหัวหน้าช่างเรียง ซึ่งเป็นพี่ชายของภรรยาพี่วิทย์มีความสนิทสนมและเอื้ออาทรต่อพวกเรานักศึกษาฝ่ายก้าวหน้าเสมอ  หนังสือฝ่ายก้าวหน้าสมัยนั้นไม่ต่ำกว่าครึ่งผลิตจากโรงพิมพ์นี้  ตัวพี่วิทย์เองก็ดูจะพอใจที่ได้คบหาสมาคมกับเด็กๆ อย่างพวกเรา  วันดีคืนดีพี่วิทย์จะหวีผมทรงประธานเหมาแล้วเอาไฝมาติดที่คางเดินอวดพวกเราเป็นที่ครึกครื้นใจกัน  หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา พวกเราหายหน้าไปนาน เพราะยังไม่ได้ไปเก็บเงินจากร้านหนังสือมาใช้หนี้พี่วิทย์  พอรวบรวมเงินได้นำมาให้ พี่วิทย์ก็พูดติดตลกโดยใช้คำที่ยกเอามาจากนโยบายหนึ่งในสิบข้อของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยว่า &lt;strong&gt;“ยกเลิกหนี้สินที่ไม่เป็นธรรมทั้งปวง”&lt;/strong&gt;  ความสนิทสนมและความน่ารักของพี่วิทย์นี่แหละทำให้พวกเราใช้โรงพิมพ์เจริญวิทย์เป็นที่นัดพบกันนอกจากใต้ถุนตึกเอ.ที.ที่ธรรมศาสตร์  แต่ทว่าการไปที่โรงพิมพ์คืนนั้นของข้าพเจ้าผิดหวังอีกเช่นเคย  ข้าพเจ้าไม่พบเพื่อนฝูงเลยที่นั่น  พี่วิทย์กับพี่หวันน้ำตาคลอเบ้า ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจนักศึกษานั้นไม่จำเป็นต้องบรรยายออกมา  เมื่อทราบว่าข้าพเจ้ามีปืนมาด้วย  พี่วิทย์กับพี่หวันก็ยิ่งเป็นห่วงเตือนสติให้ใจเย็นๆ เพราะคงทราบดีว่าข้าพเจ้าคงถูกยิงตายเสียก่อนที่จะไปยิงใครได้  พวกเขารับปากจะส่งข่าวสารให้เพื่อนๆ ข้าพเจ้าทราบถ้ามีใครไปที่นั่นและให้ข้าพเจ้าโทรเข้ามาเช็คข่าวกับเขาได้ตลอดเวลา ขณะเดียวกันก็ขอร้องข้าพเจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าอย่าเอาปืนไปเลย  ข้าพเจ้าสัมผัสได้จากแววตาที่วิตกห่วงใยของพวกเขา  คืนนั้นข้าพเจ้ารอดตายเพราะไปชุมนุมอยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและทหารก็ไม่ได้บุกเข้ามาอย่างที่มีข่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สามสิบสี่ปีแล้ว  ผู้คนทั้งหมดที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้พบพวกเขาอีกเลย เหมือนที่ข้าพเจ้าไม่ได้พบเพื่อนๆ ที่เป็นคนเดือนตุลาอีกหลายคน พวกเขาบางคนอาจเสียชีวิตไปแล้วในเหตุการณ์ 6 ตุลา  บางคนอาจเดินทางเข้าป่าแล้วเสียชีวิตลงในนั้น บางคนอาจกลับจากป่าออกมาอย่างกะปลกกะเปลี้ยและเคียดแค้นชิงชัง ขณะที่บางคนอาจผิดหวังทั้งเมืองและป่าแล้วเริ่มต้นตำนานบทใหม่แห่งชีวิตของตน  พวกเขาเหล่านี้บ้างก็เป็นนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล  บ้างก็เป็นฝ่ายค้าน  บ้างก็เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ  บ้างก็ยังล้มลุกคลุกคลาน  บางคนเป็นนักวิชาการและบางคนเป็นนักเคลื่อนไหวมวลชน  ผู้คนเหล่านี้แม้ปัจจุบันจะมีความคิดเห็นทางการเมืองเหมือนกันบ้าง หรือต่างกันบ้าง  จะร่วมมือกันบ้างหรือขัดแย้งกันบ้าง  จะรักกันบ้างหรือเกลียดกันบ้าง จะรับใช้ทักษิณหรือต่อต้านทักษิณ จะรับใช้ คมช.หรือต่อต้าน คมช.ข้าพเจ้าก็คิดว่า พวกเขาทุกคนคือคนเดือนตุลาที่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ได้สร้างคุณูปการอันควรแก่การคารวะ   วันนี้ข้าพเจ้าได้แต่หวังว่า หากพวกเขายังยึดมั่นในเจตนารมณ์ 14 ตุลา ที่จะต่อต้านเผด็จการและสร้างสรรค์ประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่หลงใหลไปกับมายาแห่งผลประโยชน์และการเมืองแล้ว  พวกเขาคงแสวงหาวิธีการที่เหมาะสมไปบรรลุมัน  ทำให้มันปรากฏเป็นจริง  หรืออย่างน้อยก็ทำให้เยาวชนรุ่นหลังเข้าใจว่าเจตนารมณ์นี้ยังไม่ได้เลือนหายไปกับกาลเวลาที่ผันผ่าน  หากยังต้องการให้คนรุ่นหลังเข้ามาศึกษา  สืบทอด และพิทักษ์มันไว้ตลอดไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_Aprg4up9nek/SGxun5YXvqI/AAAAAAAAAfM/9227KWKtHpA/s1600-h/raddamnern_ave.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://bp0.blogger.com/_Aprg4up9nek/SGxun5YXvqI/AAAAAAAAAfM/9227KWKtHpA/s400/raddamnern_ave.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5218667699912556194" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้าย ข้าพเจ้าขอฝากบทกวีชิ้นหนึ่งที่เคยเขียนไว้ให้กับคนเดือนตุลาเมื่อนาน..นาน..มากมาแล้ว  ทุกวันนี้ข้าพเจ้ายังฝากความหวังไว้กับคนเดือนตุลาเหมือนดังที่เคยระบายไว้ในกลอนบทนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SGyLkKnN9_I/AAAAAAAAAfU/psVXgcBBoQo/s1600-h/poem9.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SGyLkKnN9_I/AAAAAAAAAfU/psVXgcBBoQo/s400/poem9.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5218699521655961586" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;(ปรับปรุงครั้งที่ 1 เมื่อ 8 ตุลาคม 2550)&lt;br /&gt;(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันอังคารที่ 9 และวันพุธที่ 10 ตุลาคม 2550)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8388286793321089779-3844983261056301971?l=rda15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rda15705.blogspot.com/feeds/3844983261056301971/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8388286793321089779&amp;postID=3844983261056301971' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/3844983261056301971'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/3844983261056301971'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rda15705.blogspot.com/2007/10/blog-post.html' title='ผู้คนแห่งเดือนตุลา'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp0.blogger.com/_Aprg4up9nek/SGxun5YXvqI/AAAAAAAAAfM/9227KWKtHpA/s72-c/raddamnern_ave.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8388286793321089779.post-7993596163966484400</id><published>2007-09-23T11:36:00.002+07:00</published><updated>2008-07-03T11:48:14.373+07:00</updated><title type='text'>3รมต.-ปปช.-และใจคน</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม &lt;br /&gt;&lt;a href="mailto: roichaksaam@gmail.com "&gt;roichaksaam@gmail.com &lt;/a&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;การออกมาแถลงของคุณกล้านรงค์ จันทิก โฆษก ปปช.กรณีการถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทเกินกว่าร้อยละ 5 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่จำหน่ายได้ของสามรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งแม้ไม่เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเนื่องจากมีบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันบัญญัติยกเว้นไว้ แต่ ปปช.ถือว่าเป็นการไม่ปฏิบัติตาม พรบ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พศ.2543 ที่แม้ไม่เป็นความผิดแต่ก็ไม่เหมาะสมนั้น มีเรื่องที่เราท่านควรคิดต่ออย่างน้อยสองเรื่องคือ&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เรื่องแรก เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงกัน แต่เราอยากถามและอดคิดไม่ได้ว่า ทำไม ปปช.จึงเพิ่งแถลงเรื่องนี้ทั้งที่สามรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งมาแล้วเป็นปีจนเกือบจะพ้นวาระในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า?&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าตอบว่าเพิ่งตรวจสอบพบ ก็แสดงว่าประสิทธิภาพการทำงานของ ปปช. น่าจะมีปัญหาอย่างมากในเรื่องของความรวดเร็วทันการ เพราะ ปปช. เป็นองค์กรอิสระ มีภาระหน้าที่เฉพาะเจาะจงและชัดเจน ซึ่งควรมีความคล่องตัวฉับไวในการทำงานมากกว่าหน่วยงานราชการโดยตรง การตรวจพบความผิดปกติและไม่เหมาะสมในการถือครองหุ้นที่ทั้งสามรัฐมนตรีชี้แจงอย่างเปิดเผย (รัฐมนตรีสิทธิชัยกระทั่งบอกว่าชี้แจงอย่างภาคภูมิใจ) และไม่มีการปกปิดซุกซ่อนเหมือนนักการเมืองบางคน แต่ ปปช. กลับเพิ่งตรวจพบเมื่อเวลาผ่านมาแล้วเป็นปีเช่นนี้ ถ้าไม่ใช่ความไม่ปกติของการทำงานปกติ ก็ต้องเป็นความปกติของการทำงานไม่ปกติ อย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เบื้องลึกของเรื่องนี้ ใครทำอะไร และใครกำลังคิดทำอะไร ใครเล่าจักหยั่งรู้?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;อีกเรื่องหนึ่ง คือ ท่าทีและการตัดสินใจของสามรัฐมนตรีต่อคำแถลงของ ปปช.&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณสิทธิชัย โภไคยอุดม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที.) ประกาศลาออกจากตำแหน่งทันทีที่ ปปช. มีมติตามที่แถลงออกมา ด้วยเหตุผลที่ไม่ต้องการให้เกิดความเสื่อมเสียถึงรัฐบาลและเพื่อความถูกต้องสง่างามตามมาตรฐานจริยธรรมส่วนบุคคล แม้การดำรงตำแหน่งของตนจะไม่ผิดกฎหมายก็ตาม  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การประกาศลาออกจากตำแหน่งของคุณสิทธิชัย ได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญจากทุกวงการว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและเป็นแบบอย่างทางจริยธรรมที่พบได้ไม่บ่อยนักในตัวนักการเมืองไทยซึ่งนักการเมืองไทยทุกคนควรปลูกฝังให้เป็นค่านิยมที่ดีทางการเมืองและยึดถือเป็นแบบอย่าง รู้จักละอายใจตนเองและละอายต่อสังคมที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ดังเช่นที่นักการเมืองเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ประพฤติปฏิบัติเป็นธรรมเนียม  ส่วนพวกที่เห็นต่างจากคุณสิทธิชัยก็จะมองว่า คุณสิทธิชัยไม่อดทนพอและไปเข้าทางคนที่ต้องการให้ลาออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่งในผู้ที่เห็นต่างจากคุณสิทธิชัยก็คือคุณอารีย์ วงศ์อารยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ยืนยันไม่ลาออกจากตำแหน่งอย่างแน่นอน ด้วยเหตุผลที่ว่าหากลาออกก็เท่ากับยอมรับผิด เพราะการดำรงตำแหน่งของตนแม้ไม่เหมาะสมแต่ก็ไม่ผิดกฎหมาย อีกประการหนึ่งหากลาออกก็เท่ากับไปเข้าทางคนที่ต้องการให้ออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับคุณอรนุช โอสถานนท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์นั้น ระยะแรกก็ยืนยันจะไม่ลาออก โดยให้เหตุผลว่าในกระทรวงมีงานรอให้ตนทำอยู่อีกมาก หากออกไปตอนนี้งานในกระทรวงจะเสียหาย แต่ต่อมาเมื่อกระแสสังคมกดดันมากขึ้น คุณอรนุชก็จำต้องประกาศลาออก คงเหลือแต่คุณอารีย์คนเดียวที่มั่นคงแน่วแน่กับความคิดของตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การตัดสินใจไม่ลาออกด้วยเหตุผลว่ายังมีงานที่ตนต้องทำอีกมาก หากออกไปแล้วงานจะเสียหาย หรือไม่ลาออกเพราะไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายนั้น คงเป็นการตัดสินใจด้วยเหตุผลที่ขาดเหตุผล เป็นการตัดสินใจที่สะท้อนมุมมองและวิธีคิดของผู้ตัดสินใจที่ให้ความสำคัญกับตัวตนของตนเองมากเกินไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;กรุงรัตนโกสินทร์คงไม่สิ้นคนดีถึงขั้นที่รัฐมนตรีช่วยคนหนึ่งจะลาออกไม่ได้ และชาวกรุงรัตนโกสินทร์คงไม่ต้องการความถูกต้องตามกฎหมายที่ขาดไร้จริยธรรมและความเหมาะสมพอดี&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระนั้นคำพูดที่ว่า “หากลาออกก็เท่ากับไปเข้าทางคนที่ต้องการให้ออก” ของคุณอารีย์ก็มีประเด็นที่น่าคิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น่าคิดเหมือนกับคำพูดของคุณสิทธิชัยขณะแถลงข่าวลาออกที่ว่า “การที่ ปปช. ออกมาให้ข่าวในแง่ลบแบบนี้ กระผมไม่ทราบว่าทาง ปปช. ต้องการผลงานแบบใดต่อชื่อเสียงหรือต่อความเข้าใจของประชาชน” (สยามรัฐ,22 กย.50,หน้า 16)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น่าคิดเหมือนกับการออกมาขย่มรัฐบาล พล.อ. สุรยุทธ์ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันของใครบางคน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;คุณอารีย์คิดอะไร? ใครอยากให้รัฐมนตรีทั้งสามลาออก? และใครที่คุณอารีย์ไม่อยากลาออกให้ไปเข้าทาง? ทุกวันนี้ยังไม่มีใครรู้จริง นอกจากคุณอารีย์!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่มีใครรู้จริง เหมือนกับที่ไม่รู้ว่า ทำไม ปปช. จึงต้องแถลงเรื่องนี้ในช่วงเวลานี้?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่มีใครรู้จริง เหมือนที่ไม่รู้ว่าใครกำลังชักใยใครอยู่หลังใคร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และไม่มีใครรู้จริง เหมือนที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ประชาธิปไตยจะเติบใหญ่อย่างยั่งยืนบนผืนแผ่นดินไทยเสียที?&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;จิตมนุษย์นี้ไซร้   ยากแท้หยั่งถึง!&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;23 กันยายน 2550&lt;br /&gt;(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 25 กันยายน 2550)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8388286793321089779-7993596163966484400?l=rda15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rda15705.blogspot.com/feeds/7993596163966484400/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8388286793321089779&amp;postID=7993596163966484400' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/7993596163966484400'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/7993596163966484400'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rda15705.blogspot.com/2007/09/3.html' title='3รมต.-ปปช.-และใจคน'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8388286793321089779.post-5270660740209579218</id><published>2007-09-17T07:19:00.006+07:00</published><updated>2008-07-02T22:10:50.968+07:00</updated><title type='text'>โฉมควรจักฝากฟ้า ฤๅดิน ดีฤๅ</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม &lt;br /&gt;&lt;a href="mailto: roichaksaam@gmail.com "&gt;roichaksaam@gmail.com &lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายนรินทร์ธิเบศร์ (อิน) มหาดเล็กในกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ ได้แต่งนิราศเมื่อคราวตามเสด็จกรมพระราชวังบวรฯ ไปรับทัพพม่าที่ยกมาตีเมืองถลางและชุมพรเมื่อพศ. 2352 หรือราวต้นสมัยรัชกาลที่ 2 ซี่งต่อมารู้จักกันดีในชื่อ “นิราศนรินทร์” อันถือเป็นนิราศชั้นครูที่มีความงดงามเชิงภาษาเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์วรรณคดีไทย ความตอนหนึ่งของนิราศมีว่า &lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_Aprg4up9nek/SGuaIVi2-FI/AAAAAAAAAcQ/k9J-f6BKbgU/s1600-h/pic1.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://bp0.blogger.com/_Aprg4up9nek/SGuaIVi2-FI/AAAAAAAAAcQ/k9J-f6BKbgU/s400/pic1.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5218434061251835986" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ถ้อยคำออดอ้อนรำพึงรำพันของนายนรินทร์ธิเบศร์ที่ต้องจากนางอันเป็นที่รัก และคิดไม่ตกว่าจะฝากนางไว้กับใครดี จะแขวนนางไว้กับกิ่งฟ้า ก็ไม่มีกิ่งฟ้ายื่นลงมาให้แขวน จะฝากฟ้าฝากดินหรือ ก็เกรงว่าผู้เป็นใหญ่แห่งฟ้าและดินจะลักลอบมากล้ำกราย ครั้นจะฝากลม ก็เกรงลมจะพัดพาลอยขึ้นบนไปทำให้เนื้อตัวของนางอันแสนหวงสุดหวงถูกโลมไล้ชอกช้ำด้วยแรงลม ครั้นจะฝากนางไว้กับพระอุมาและพระลักษมีเล่า ก็เกรงว่าหากความทราบถึงพระอิศวรกับพระวิษณุ นางก็ต้องถูกพระอิศวรกับพระวิษณุเข้ามาเกลือกใกล้ สุดท้ายผู้ประพันธ์สรุปว่า ตนได้คิดทบทวนทั่วทั้งสามโลกแล้วเห็นว่า ควรฝากนางอันเป็นที่รักไว้กับใจของนางเองจะดีกว่าฝากไว้กับใครทั้งปวง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;ที่นำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง เพราะฤดูกาลฝากความหวังกำลังมาเยือนอีกครั้งหนึ่ง!&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาเยือนเหมือนเมื่อหกปีที่แล้วที่ประชาชนจำนวนมากเคยฝากความหวังไว้กับพรรคไทยรักไทยและดร.ทักษิณ!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาเยือนเหมือนเมื่อหนึ่งปีที่แล้วที่ประชาชนจำนวนมากเคยฝากความหวังไว้กับกลุ่มทหารที่เข้ามายึดอำนาจการปกครองไปจากรัฐบาลดร.ทักษิณ!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และมาเยือนในวันเวลานี้ที่นักเลือกตั้งจำนวนมากกำลังบอกให้ประชาชนฝากความหวังไว้กับการเลือกตั้ง ไว้กับพวกเขาและผู้นำที่พวกเขาหามา!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;โฉมควรจักฝากฟ้า ฤๅดิน ดีฤๅ??&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อหกปีที่แล้ว ความหวังเคยฝากไว้กับพรรคไทยรักไทยและดร.ทักษิณ ตามทฤษฎีที่ว่า “ทุนใหม่ดีกว่าทุนเก่า” เอย, “ทุนใหม่เป็นตัวแทนพลังการผลิตที่ก้าวหน้ากว่าทุนเก่า” เอย กระทั่ง “ทักษิณให้โอกาสฝ่ายก้าวหน้ามากกว่าพวกศักดินา” เอย แต่แล้วในที่สุดพวกที่เคยฝากความหวังไว้กับพรรคไทยรักไทยและดร.ทักษิณส่วนหนึ่งก็กลับต้องออกมาเดินขบวนขับไล่ดร.ทักษิณเสียเอง บางคนในนั้นถึงกับส่งเทียบเชิญให้ทหารมาช่วยยึดอำนาจด้วยซ้ำ ส่วนพวก “ฝ่ายก้าวหน้า” ที่ยังทำงานให้ดร.ทักษิณ ก็ไม่ต่างอะไรกับลูกจ้างที่ทำงานให้เจ้าของบริษัท จะสั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำ กระทั่งให้ไปเป็นลูกน้องของคนที่อุดมการทางการเมืองตรงข้ามกับตนและเคยต่อสู้เป็นศัตรูกันอย่างเอาเป็นเอาตายมาแล้วก็ต้องยอม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว เคยฝากความหวังไว้กับคณะรัฐประหาร เคยหวังว่าแม้ประชาธิปไตยไทยจะถอยหลังเข้าคลองไปหลายปี ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ระบอบทักษิณครองเมือง แต่หนึ่งปีผ่านไป สิ่งที่ได้มากับสิ่งที่เสียไปคุ้มกันหรือไม่ ปัญหาของประชาชนจริงๆ ได้รับการแก้ไขอะไรบ้างจากการรัฐประหาร ทุกคนมีคำตอบให้กับตัวเองแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาวันนี้ การเลือกตั้งปลายปีที่หลายคนพยายามทำให้เห็นว่าเป็นความหวังของประเทศชาติและประชาชน จะหวังได้เพียงไรเมื่อแนวทางนโยบายการบริหารประเทศชาติและการแก้ไขปัญหาประชาชน แทบไม่มีพรรคหรือกลุ่มการเมืองไหนเสนอออกมาเลยนอกจากพรรคประชาธิปัตย์ที่ก็ไม่มีเนื้อหาอะไรแปลกใหม่พอให้สังคมมีความคาดหวัง นักการเมืองไทยยังคงแสดงละครเก่าๆ ที่ซ้ำซากน่าเบื่อด้วยการรวมตัวกันเป็นกลุ่มๆ บนพื้นฐานการต่อรองผลประโยชน์ของกลุ่มและจำนวนสส. ที่คาดว่าจะมีอยู่ในมือ การรวมตัวกันของกลุ่มโน้น แยกตัวกันของกลุ่มนี้ไม่เคยมีเหตุผลที่เกี่ยวกับแนวทางนโยบายหรืออุดมการทางการเมืองมากไปกว่าผลประโยชน์และความเป็นไปได้ที่จะได้จัดตั้งหรือร่วมรัฐบาล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;แล้วประชาชนจะไปฝากความหวังอะไรไว้กับการเลือกตั้งที่มีนักการเมืองแบบนี้?&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริงแล้วจะโทษนักการเมืองทั้งหมดก็ไม่ถูก เพราะคุณภาพของการเมืองและคุณภาพของนักการเมือง แยกไม่ออกจากคุณภาพ&lt;br /&gt;ของประชาชนที่เลือกนักการเมืองเหล่านั้นเข้ามา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ถ้าอยากให้การเมืองมีคุณภาพและนักการเมืองมีคุณภาพ ประชาชนต้องมีคุณภาพก่อน &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;และปัญหาของประเทศชาติและประชาชน ถ้าจะฝากความหวังก็ต้องฝากไว้กับตัวประชาชนนั่นแหละ ฝากไว้กับการพัฒนาคุณภาพของประชาชน ไม่ใช่ไปฝากไว้กับใครที่ไหน เมื่อประชาชนไทยได้รับการพัฒนาทั้งทางความคิดและจิตสำนึกเยี่ยงประชากรในประชาคมที่ระบอบประชาธิปไตยพัฒนามั่นคงแล้ว พวกเขาก็จะสร้างสังคมประชาธิปไตยที่ไม่มีที่สำหรับการเมืองและนักการเมืองด้อยคุณภาพอย่างที่เป็นอยู่ในวันนี้&lt;/em&gt;  &lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;17 กันยายน 2550&lt;br /&gt;(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 18 กันยายน 2550)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8388286793321089779-5270660740209579218?l=rda15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rda15705.blogspot.com/feeds/5270660740209579218/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8388286793321089779&amp;postID=5270660740209579218' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/5270660740209579218'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/5270660740209579218'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rda15705.blogspot.com/2007/09/blog-post_17.html' title='โฉมควรจักฝากฟ้า ฤๅดิน ดีฤๅ'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp0.blogger.com/_Aprg4up9nek/SGuaIVi2-FI/AAAAAAAAAcQ/k9J-f6BKbgU/s72-c/pic1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8388286793321089779.post-5748047354930231845</id><published>2007-09-10T21:06:00.003+07:00</published><updated>2008-07-01T21:14:55.225+07:00</updated><title type='text'>ค่ำนี้จะนอนไหน?</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม &lt;br /&gt;&lt;a href="mailto: roichaksaam@gmail.com "&gt;roichaksaam@gmail.com &lt;/a&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ทุกๆปี ของช่วงกลางเดือนธันวาคม ที่บริเวณศาลอากงอาม่า หรือที่ชาวจีนเรียกว่าบึงเถ่ากง บึงเถ่าม่า ในบริเวณตลาดสดแห่งนี้ จะมีงานบันเทิงรื่นเริงประจำปีเพื่อบวงสรวงที่ช่วยให้แม่ค้าพ่อค้าขายของดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่งานที่จะจัดขึ้น17-19 ธันวาคมปีนี้ แตกต่างจากปีก่อนๆ ไม่มีคณะงิ้วเหมือนทุกครั้ง เพราะการระดมทุนลดน้อยลง เนื่องจากคนในชุมชนตลาดหายไปกว่าหนึ่งในสาม ส่วนผู้ที่เหลืออยู่ก็มีปัญหาการเวรคืนที่ ทำให้ไม่มีจิตใจไปกับงานรื่นเริง ชาวบ้านต่างมาบนบานศาลอากง อาม่า ให้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา หรือขอเวลาเพิ่มเพื่อตั้งหลักอีกสัก 5 ปี..... &lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;"ที่นี่เป็นตลาดค้าขาย เป็นที่รวมของคนที่มาจับจ่ายใช้สอยที่มารวมกัน พ่อค้าแม่ค้าก็จะทักทายกัน เพราะต่างอยู่ในละแวกบ้านเดียวกัน หลังจากนั้น ความเป็นสภาพสังคมที่เอื้อเฟื้อกัน มันจะเปลี่ยนแปลงไป... เมื่อห้างใหญ่ๆเข้ามา ร้านเล็กร้านน้อยก็จะค่อยๆตายไปหมด เพราะค่านิยม และราคาที่ห้างจะเข้ามาบีบร้านเล็กร้านน้อย" ชฎาพร พร้อมพรชื่นกุล อายุ 37 ปี กล่าว เธอบอกว่า ตลาดต่างจากห้างตรง "ความเป็นคน" การพูดคุยถามไถ่ อัธยาศัยไมตรี การต่อรอง เป็นวัฒนธรรมที่คนไทยมีมานาน แต่ถ้าโลตัสเข้ามา ตรงนี้ก็ไม่มี ติดป้ายราคาเท่าไหร่ ก็ตามนั้น อย่าลืมว่าพื้นฐานของเศรษฐกิจไม่ได้เกิดจากคนรวยแต่อย่างเดียว มันต้องมีคนจนรวมอยู่ด้วย เมื่อโลตัสเข้ามาตั้ง ที่นี่ก็จะกลายเป็นชุมชนที่ค่อนข้างแก่งแย่งชิงดีกันมากขึ้น ชาวบ้านที่เคยค้าขายเล็กๆน้อยๆ ก็จะได้รับผลกระทบ ความมีมนุษยธรรมต่างๆหายไป”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ขอเถอะ อย่าให้คนต่างชาติเข้ามา ขอให้คนไทยแท้ๆได้อยู่เมืองไทยด้วยกัน ขอให้คนไทยด้วยกันได้มีที่อยู่" วิภารัตน์ ถาวรทวีรัตน์ วอนและว่า "ทำไมคนไทยไม่รักคนไทยด้วยกันเอง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งหมดนี้เป็นสกู๊ปข่าวของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันเมื่อปลายปี 2544 หรือเมื่อ 6 ปีที่แล้วเกี่ยวกับการไล่ที่ชาวชุมชนตลาดเจริญผลเพื่อนำไปสร้างห้างเทสโก้ โลตัสของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หลังมีข่าวการระเบิดตัวตายของนายนพพร สุวรรณพฤษชาติ พร้อมบันทึกที่เชื่อว่าเขียนไม่นานก่อนกระทำอัตวินิตบาตกรรม ระบุถึงความในใจที่ต่อต้านระบบทุนนิยมแบบผูกขาดจากชาวต่างชาติ ที่เข้ามาตั้งห้างขนาดใหญ่ในเมืองไทยจนร้านโชวห่วยต้องล้มหายตายจาก ซ้ำเคยขอให้หลายฝ่ายแก้ปัญหา ก็ไม่ได้รับความสนใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วในที่สุดชุมชนตลาดเจริญผลก็ถูกทำลายลง พร้อมการปรากฏตัวขึ้นของห้างเทสโก้ โลตัส!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;ชาวชุมชนตลาดเจิญผลไม่ใช่กลุ่มแรกและกลุ่มเดียวที่เผชิญปัญหาการไล่ที่เพื่อ “พัฒนา” ที่ดินตามนโยบายของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์!  ชาวชุมชนตลาดเจิญผลไม่ใช่กลุ่มแรกและกลุ่มเดียวที่เผชิญปัญหาการทำลายล้างเศรษฐกิจและวัฒนธรรมชุมชนจากการขยายสาขาของห้างค้าปลีกค้าส่งต่างชาติ!&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกือบสิบปีที่แล้ว ชาวชุมชนสามแพร่งที่อยู่อาศัยและทำมาหากินกันมากว่าสามชั่วคนในตึกแถวแบบโบราณสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นตึกแถวรุ่นแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ก็เคยนั่งรำพึงรำพันกันว่า ชีวิตจะเดินต่อไปอย่างไร? ค่ำคืนนี้จะนอนที่หนไหน? เมื่อมีข่าวว่านายทุนกลุ่มหนึ่งกำลังติดต่อขอเช่าที่บริเวณนั้นจากสำนักงานทรัพย์สินฯ เพื่อนำไปสร้างห้างสรรพสินค้าต่างชาติ บุญรักษาที่กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียบตึกแถวเหล่านั้นไว้ ชุมชนสามแพร่งจึงรอดจากการถูกทุบทำลายทั้งตัวอาคารและวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมานับร้อยปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในระยะ 4-5 ปีมานี้ การเร่งขยายสาขาขนานใหญ่ของห้างค้าปลีกค้าส่งต่างชาติ บวกกับนโยบาย “พัฒนา” ที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ทำให้ปัญหาการไล่ที่สร้างห้างเกิดขึ้นไม่เว้นวัน ที่นั่น ที่นี่ และที่โน่น ในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด และในชุมชน ไม่สนใจเสียงคัดค้านแกมวิงวอนของชาวบ้าน ไม่สนใจคำขู่เชิงขอร้องของราชการ โดยเฉพาะเทสโก้ โลตัส ที่รุกขยายสาขาไม่หยุดหย่อนไม่ว่าจะเป็นที่เกาะสมุย แม่สอด สว่างแดนดิน สกลนคร หรือนครราชสีมา ซึ่งทุกแห่งถูกต่อต้านคัดค้าน มีป้ายประท้วงไม่ต้อนรับโลตัสผุดขึ้นทุกหนทุกแห่ง ไม่เว้นแม้ตลาดร้อยปีสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งกำลังถูกคุกคามวิถีชีวิตชุมชนที่สืบสานกันมานับร้อยปีจากนโยบายขยายสาขาของเทสโก้ โลตัส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบัน ในกรุงเทพฯ นโยบาย “พัฒนา” ที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินฯ ในแต่ละจุดล้วนมีข้อพิพาทตามมาเนื่องจากด้านหนึ่งค่าเช่าที่เป็นอยู่ค่อนข้างต่ำเทียบกับราคาที่ดินปัจจุบัน อีกด้านหนึ่งชาวบ้านอยู่อาศัยมายาวนานจนเป็นชุมชนที่คุ้นชินจึงไม่ต้องการย้ายไปไหน ประกอบกับการให้ค่ารื้อถอนที่ชาวบ้านรับไม่ได้ กับวิธีการรื้อถอนที่ค่อนข้างไร้มนุษยธรรมทำให้เกิดข้อพิพาทกันเนืองๆ การรื้อไล่ที่แถวบางกอกบาซาร์ที่เข้าทำการรื้อถอนโดยไม่สนใจผลเสียหายที่จะตกแก่ผู้เช่าเป็นตัวอย่างหนึ่ง การรื้อไล่ที่ชุมชนเจริญกรุง ย่านองค์การสะพานปลาและพื้นที่ใกล้เคียงรวมกว่า 60 ไร่ ซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่กว่าร้อยปีที่เต็มไปด้วยชีวิต รากฐานทางวัฒนธรรม และลมหายใจของชุมชนเพื่อให้นายทุนเช่าไปสร้างคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ เซอร์วิสอพาร์ตเม้นท์ และโรงแรมหรูริมน้ำเจ้าพระยาเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ชาวชุมชนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “จะให้เราไปอยู่ที่ไหน สำนักงานทรัพย์สินฯ ให้ค่าย้ายแค่หนึ่งแสนบาท” นางศิริพร วงศ์พูลเชาว์ เจ้าของบ้านไม้สักหลังใหญ่ที่กรมศิลปากรเคยมาขอวาดแบบบ้าน บอกกับผู้สื่อข่าวว่า นางไม่ต้องการเงินชดเชยหนึ่งแสนบาท แต่ต้องการที่ซุกหัวนอน เพราะนอกจากถูกไล่ที่แล้ว ผู้ไล่ยังห้ามรื้อบ้านไม้สักไปด้วย (สยามรัฐ, 7 กย. 2550) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น่าเศร้าครับ การรื้อไล่ที่ชุมชนเพื่อสร้างคอมเพล็กซ์และห้างค้าปลีกค้าส่งต่างชาติ การรื้อไล่ที่ชุมชนที่มิใช่แค่สูญเสียศิลปวัฒนธรรมและสมดุลในการทำมาหากินของวิถีเศรษฐกิจชุมชน แต่ยังรวมถึงการสูญเสียสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและไม่เป็นทางการภายในชุมชนที่ผูกพันไว้ด้วยสายใยแห่งความรักและความอาทรที่คนมีต่อคน ซึ่งบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการแบบเงินตราล้วนๆ ที่คนต่างมองกันและกันด้วยสายตาอันห่างเหินและเย็นชา!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น่าเศร้ายิ่งขึ้น เมื่อหนึ่งในเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ไล่ที่ชุมชนเพื่อเปิดทางให้เศรษฐกิจผูกขาดแบบทุนนิยมและธุรกิจของทุนผูกขาดข้ามชาติเข้ามาแทนที่วิถีชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนจะเป็นสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เสียเอง!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ทั้งที่ควรจะเป็นแล้ว สำนักงานทรัพย์สินฯ ควรเป็นแบบอย่างให้แก่สังคมในการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ในการพัฒนาที่ดินของตน มาพัฒนาวิถีชีวิตชุมชนให้พึ่งตนเองได้และแข่งขันได้ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ มิใช่ดำเนินนโยบายประหนึ่งสวนทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเช่นที่เห็นอยู่นี้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;ฤๅบัดนี้คำพ่อหลวงไม่ศักดิ์สิทธิ์?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฤๅเดี๋ยวนี้เลือดไทยไม่ข้นพอ?&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;10 กันยายน 2550&lt;br /&gt;(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 11 กันยายน 2550)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8388286793321089779-5748047354930231845?l=rda15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rda15705.blogspot.com/feeds/5748047354930231845/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8388286793321089779&amp;postID=5748047354930231845' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/5748047354930231845'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/5748047354930231845'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rda15705.blogspot.com/2007/09/blog-post_10.html' title='ค่ำนี้จะนอนไหน?'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8388286793321089779.post-8823358030327504390</id><published>2007-09-03T20:14:00.002+07:00</published><updated>2008-07-01T20:20:38.551+07:00</updated><title type='text'>เรื่องดีๆ ที่ได้จาก อียู.</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม &lt;br /&gt;&lt;a href="mailto: roichaksaam@gmail.com"&gt;roichaksaam@gmail.com&lt;/a&gt; &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;การที่สหภาพยุโรปหรืออียู.(European Union) ขอให้ไทยลงนามร่วมในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding) ที่มีเนื้อหาประหนึ่งไทยเป็นรัฐล้มเหลวทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย (Failed State) ที่อียู. จำเป็นต้องส่งคนเข้ามาควบคุมดูแลการเลือกตั้งในทุกระดับ ทุกสถานที่ ทุกขั้นตอน และทุกเวลา จนก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และต่อต้านการเข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้งครั้งนี้ของอียู. อย่างขนานใหญ่ในทุกวงการนั้น มองอีกทีก็จะเห็นเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นท่ามกลางการขอเข้ามาจุ้นจ้านของอียู.อยู่หลายประการ&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;เรื่องดีๆ เรื่องแรกคือภาพการแสดงออกอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนไทยที่รักเกียรติภูมิและหวงแหนเอกราชอธิปไตยของชาติ ไม่มีบ่อยครั้งนักที่เราจะเห็นทั้งคมช.โดยประธาน เลขาธิการ และสมาชิกคมช.,รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศ, คณะกรรมการการเลือกตั้งโดยประธาน กรรมการ และเลขานุการ, พรรคการเมืองและนักการเมือง, สื่อมวลชนแขนงต่างๆ รวมทั้งประชาชนวงการต่างๆ จะออกมาประสานเสียงไปในแนวเดียวกันอย่างเช่นกรณีการคัดค้านการลงนามใน MoU. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงอยู่แม้สภาพการเมืองไทยเวลานี้จะมีปัญหาหลายประการ ตั้งแต่เป็นการเมืองภายใต้การยึดอำนาจของทหาร เป็นการเมืองที่นักการเมืองส่วนใหญ่ (ไม่ใช่ทั้งหมด) ไร้คุณภาพ เป็นการเมืองที่มีการซื้อสิทธิขายเสียง (ข้อนี้แม้ประเทศอื่นที่เจริญแล้วก็มี ไม่เว้นแม้ประเทศสมาชิกอียู.) แต่การเมืองไทยก็มีภาคประชาชนและมีสื่อมวลชนที่แข็งแกร่งและมีอิสระคอยดูแลตรวจสอบ องค์กรกลางของไทยก็ทำหน้าที่นี้ได้ดีและดียิ่งกว่าให้องค์การต่างชาติอย่างอียู. ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเกี่ยวกับประเทศไทยดีพอทำเสียอีก ความจริงอียู. และประเทศที่ “เจริญ” ทั้งหลายอย่างสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ควรกลับไปปัดกวาดบ้านของตัวเองจะมีประโยชน์กว่าที่มาเที่ยวยุ่งกับเรื่องของชาวบ้านที่เขาไม่เชื้อเชิญ ไปแก้ปัญหาการใช้เงินซื้อเสียงของการเมืองในประเทศของตน ไปแก้ปัญหาคนยากจนและว่างงานในประเทศของตน ไปแก้ปัญหาอาชญากรรมในประเทศของตน ไปแก้ปัญหาวัยรุ่นที่ชอบบ้าคลั่งใช้ปืนไล่ยิงคนอย่างไม่มีเหตุผลในประเทศของตน ตลอดจนไปแก้ปัญหาที่ถูกประชาคมโลกประนามในเรื่องการเอารัดเอาเปรียบประเทศเล็ก การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนแล้วไม่รับผิดชอบ จะมีคุณูปการกว่าเป็นไหนๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องดีๆ เรื่องที่สองคือการขอเข้ามาสังเกตการณ์และให้ไทยลงนามใน  MoU. ของ อียู. ครั้งนี้เป็นการย้ำเตือนให้คนไทยตระหนักว่า ภาพลักษณ์การเมืองไทยเวลานี้ไม่เป็นที่ไว้วางใจของชาวโลก ประชาคมโลกไม่ยอมรับการรัฐประหาร ยิ่งไม่ยอมรับการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารที่เป็นข่าวอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องขอเข้ามาสังเกตการณ์ในลักษณะที่มากกว่าการสังเกตการณ์ธรรมดา หนึ่งปีของการรัฐประหารคุ้มค่าหรือไม่นอกจากจะวัดกันที่สามารถแก้ปัญหา 4 ข้อที่เป็นข้ออ้างในการก่อรัฐประหารให้ตกไปได้หรือไม่แล้ว ยังวัดกันที่ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาของประชาคมโลกอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องดีๆ เรื่องที่สามคือท่าทีครั้งนี้ของ อียู. ทำให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งจำเป็นต้องช่วยกันประคับประคองการเลือกตั้งให้ดำเนินไปตามครรลองประชาธิปไตยให้มากที่สุด คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์และยุติธรรมที่สุด เชิญต่างชาติเข้ามาสังเกตการณ์แต่ไม่ใช่เข้ามาบงการแทรกแซงประหนึ่งเราเป็นเมืองขึ้นของเขา พรรคการเมืองและนักการเมืองต้องเล่นตามกรอบกติกา ไม่ใช่ใช้เงินซื้อเสียง เล่นงานกันอย่างสกปรก หรือฮั้วกันอย่างน่าเกลียด ไม่เช่นนั้นแล้วผลการเลือกตั้งก็จะไม่เป็นที่ยอมรับแม้แต่คนในประเทศ รัฐบาลใหม่ก็จะไร้เกียรติภูมิและขาดการยอมรับจากต่างประเทศ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นว่านี้ การฟื้นอำนาจของระบอบทักษิณ และแม้กระทั่งการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นที่พวกทักษิณวาดฝันไว้ คงไม่ไกลเกินรออย่างแน่นอน &lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;3 กันยายน 2550&lt;br /&gt;(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 4 กันยายน 2550)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8388286793321089779-8823358030327504390?l=rda15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rda15705.blogspot.com/feeds/8823358030327504390/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8388286793321089779&amp;postID=8823358030327504390' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/8823358030327504390'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/8823358030327504390'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rda15705.blogspot.com/2007/09/blog-post.html' title='เรื่องดีๆ ที่ได้จาก อียู.'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8388286793321089779.post-6940084619335091636</id><published>2007-08-27T20:02:00.002+07:00</published><updated>2008-07-01T20:11:36.306+07:00</updated><title type='text'>ภารกิจ 3 ประการ</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม &lt;br /&gt;&lt;a href="mailto: roichaksaam@gmail.com "&gt;roichaksaam@gmail.com &lt;/a&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;em&gt;ความคิดที่ว่า หากผ่านร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ออกมาแล้ว การเมืองไทยจะเข้ารูปเข้ารอยเสียที นับวันก็ยิ่งพิสูจน์ว่าเป็นความคิดที่ผิดโดยสิ้นเชิง!&lt;/em&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่กล่าวเช่นนี้ มิได้หมายความว่าการไปลงประชามติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ผิด แต่หมายความว่าหากคิดว่าเมื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบจากการออกเสียงประชามติแล้ว เรื่องยุ่งๆ ทั้งหลายทางการเมืองจะคลี่คลายลงนั้น นั่นแหละคือความคิดที่ผิด&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;การเมืองไทยปัจจุบันมีลักษณะพิเศษบางประการที่หลายคนรู้แต่ไม่อยากพูด!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ลักษณะพิเศษที่ว่านี้คือ ภาวะที่การเมืองไทยตกอยู่ภายใต้การครอบงำของอิทธิพลของกลุ่มทุนจารีตนิยมกับกลุ่มทุนใหม่ที่ต่อสู้ห้ำหั่นกันอย่างเอาเป็นเอาตายโดยมีกองทัพและพลังประชาชนเป็นตัวแปร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตราบใดที่การต่อสู้นี้ยังไม่ยุติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตราบใดที่พลังประชาชนยังไม่เข้าใจ ตระหนักและหวงแหนสิทธิประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การเมืองในระบอบประชาธิปไตยของไทยก็จะยังคงต้องยุ่งและวุ่นวายกันอยู่ต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นปลายปีนี้ ถ้าไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้นเสียก่อน ก็คงจะมีตัวละครออกมาร่ายรำหลายพรรคหลายกลุ่ม ที่เก่าแก่หน่อยก็คือพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคชาติไทย ที่เป็นนอมินีของทักษิณก็คือพรรคพลังประชาชน ที่เป็นนอมินีของทหารถ้าไม่แท้งเสียก่อนก็คือกลุ่มรักชาติ ที่พร้อมจะเข้าร่วมรัฐบาลก็คือมัชฌิมา รวมใจไทย และประชาราช นอกจากนี้ยังมีพรรคเล็กพรรคน้อยที่ทยอยกันจดทะเบียนอีกจำนวนหนึ่ง พรรคไหนเป็นตัวแทนหรือใกล้ชิดทุนกลุ่มไหนคงเห็นๆ กันอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พรรคพลังประชาชนที่เป็นนอมินีของทักษิณ (หัวหน้าพรรคประกาศแจ่มชัดเช่นนี้ และเลขาธิการพรรคก็ประกาศว่าพรรคนี้เป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทย – มติชน, 26 สิงหาคม 2550) แม้ดูจากจำนวนอดีต สส. แล้วจะได้เปรียบพรรคอื่นๆ แต่กระนั้นก็ไม่แน่ว่าจะชนะเสียงเลือกตั้งได้ เพราะไหนจะต้องผ่านด่านใบเหลืองใบแดงจาก กกต. ไหนจะต้องถูกขัดขวางอย่างสุดฤทธิ์จากพลพรรค คมช. ไหนจะต้องถูกต่อต้านจากกลุ่มที่ไม่เอาทักษิณ เรียกได้ว่าอย่างดีก็เป็นว่าที่พรรคฝ่ายค้านใหญ่ในสภา แต่บทบาทนี้แหละที่จะสั่นคลอนรัฐบาลที่มีพรรคเล็กพรรคน้อยจำนวนมากเข้ามาร่วม ซึ่งพร้อมจะต่อสู้แย่งชิงหรือเข้าร่วมฮั้วกันทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์อย่างไร้จุดยืน ภาพรัฐสภาที่วุ่นวาย แก่งแย่ง ตักตวงผลประโยชน์ให้ตนและพวกก่อนปี 2540 จะหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง และขบวนรถถังที่รอโอกาสอยู่แล้วก็จะออกมายึดอำนาจการปกครอง ฉีกรัฐธรรมนูญ พร้อมกับทวงบุญคุณที่ช่วยกอบกู้สถานการณ์บ้านเมืองอีกครั้งหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเช่นนั้น เรามิควรสนับสนุนพรรคพลังประชาชนให้ขึ้นเป็นรัฐบาลหรอกหรือ? เหตุการณ์ที่คาดคะเนไว้จะได้ไม่เกิดขึ้น นอกจากนี้พรรคพลังประชาชนที่เป็นนอมินีของทักษิณ ก็เป็นตัวแทนกลุ่มทุนใหม่ ถึงอย่างไรก็ดีกว่ากลุ่มทุนเก่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;คำตอบของเราคือ ไม่ กลุ่มทุนทักษิณไม่ควรเรียกว่ากลุ่มทุนใหม่ เรียกว่ากลุ่มทุนหน้าใหม่จะเหมาะกว่า พฤติกรรมของกลุ่มทุนทักษิณที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่ตัวแทนกลุ่มทุนที่ก้าวหน้า ไม่ใช่ตัวแทนกลุ่มทุนที่รักชาติ ยิ่งไม่ใช่พลังดันของการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ไม่เช่นนั้นจะมีพฤติกรรมการบริหารประเทศที่ถูกตั้งข้อหาคอร์รัปชั่นโกงกินขนาดนี้เชียวหรือ? และหากเป็นกลุ่มทุนที่รักชาติจริงจะขายหุ้นชินคอร์ปให้กลุ่มทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์อย่างที่เห็นกันอยู่หรือ?&lt;/em&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เบื้องหน้าสถานการณ์ทางการเมืองเช่นนี้ ภารกิจเฉพาะหน้าของผู้รักประชาธิปไตยจึงมีแต่ต้อง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;หนึ่ง&lt;/strong&gt; ต่อต้านการพยายามฟื้นอำนาจของระบอบทักษิณ ไม่เข้าร่วม ไม่สนับสนุนพรรคพลังประชาชน ไม่ยอมอยู่ใต้อิทธิพลของเงินตราหรือทุนผูกขาดที่สามานย์และไร้จริยธรรมไม่ว่ากลุ่มหนึ่งหรือกลุ่มใด และไม่ว่าหน้าเก่าหรือหน้าใหม่อีกต่อไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สอง &lt;/strong&gt;ต่อต้านการรัฐประหาร การเอารถถังออกมายึดอำนาจบ้านเมือง ฉีกรัฐธรรมนูญ แล้วทวงบุญทวงคุณกับประชาชน ยกเลิกประเพณีและทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ (ที่ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ) ที่ว่า คณะรัฐประหารเมื่อยึดอำนาจรัฐสำเร็จก็เป็นรัฐาธิปัตย์มีอำนาจออกประกาศคำสั่งต่างๆ ที่มีฐานะเทียบเท่ากฎหมาย และตั้งประเพณีใหม่ว่า ประชาชนมี “หน้าที่” ต่อต้านการรัฐประหาร ไม่ยอมรับการออกประกาศคำสั่งและการฉีกรัฐธรรมนูญ ไม่ยอมช่วยเหลือหรือเข้าร่วมเป็นคณะทำงานให้คณะรัฐประหารอย่างที่นักวิชาการจำนวนหนึ่งชอบทำกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สาม &lt;/strong&gt;เผยแพร่และให้การศึกษาประชาชนทั่วไปให้เข้าใจระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ให้รู้จักและหวงแหนสิทธิประชาธิปไตยของตนเอง ให้รู้เท่าทันและไม่ตกเป็นเครื่องมือของทุนผูกขาดทุกกลุ่ม ให้กระบวนการในระบอบประชาธิปไตยแก้ไขปัญหากันเองในหมู่ประชาชน อาจจะช้าอาจจะนานก็เป็นกระบวนการที่ประชาชนจะได้เติบใหญ่และเรียนรู้ ดีกว่าไปไหว้วานหรือขอร้องให้ใครมาทำให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;27 สิงหาคม 2550&lt;br /&gt;(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 28 สิงหาคม 2550)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8388286793321089779-6940084619335091636?l=rda15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rda15705.blogspot.com/feeds/6940084619335091636/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8388286793321089779&amp;postID=6940084619335091636' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/6940084619335091636'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/6940084619335091636'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rda15705.blogspot.com/2007/08/3.html' title='ภารกิจ 3 ประการ'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8388286793321089779.post-835125113084860461</id><published>2007-08-19T19:49:00.002+07:00</published><updated>2008-07-01T19:57:58.957+07:00</updated><title type='text'>ชัยชนะของผู้แพ้</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม &lt;br /&gt;&lt;a href="mailto: roichaksaam@gmail.com"&gt;roichaksaam@gmail.com&lt;/a&gt; &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;em&gt;ผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พศ.2550 ที่ผ่านความเห็นชอบอย่างไม่ฉลุย 57 ต่อ 41 (บัตรเสีย 2)หรือเห็นชอบ 14 ล้านเสียง ไม่เห็นชอบ 10 ล้านเสียงนั้น อธิบายความได้เพียงว่าชัยชนะของ คมช.และรัฐบาลในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเป็นเพียงชัยชนะของผู้แพ้อย่างแท้จริงเท่านั้น&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ทำไมจึงกล่าวเช่นนี้?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ประการแรก&lt;/strong&gt; การออกเสียงประชามติครั้งนี้เป็นการออกเสียงประชามติที่ไม่โปร่งใสและไม่เป็นกลางตั้งแต่แรก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งแต่ไม่ประกาศกติกาให้ทางเลือกอย่างชัดเจนกับประชาชนว่าถ้าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วจะได้รัฐธรรมนูญฉบับไหน มิหนำยังมีขบวนการกระพือข่าวเป็นเชิงขู่ว่าถ้าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว คมช. อาจหยิบรัฐธรรมนูญฉบับไหนก็ได้มาใช้ บางทีอาจแย่กว่าฉบับร่างนี้อีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งแต่รณรงค์ให้คนออกมาออกเสียงประชามติและรับร่างรัฐธรรมนูญโดยใช้งบประมาณแผ่นดินและกลไกอำนาจรัฐเข้ามาช่วยอย่างล้นหลาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และตั้งแต่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญบางคนเป็นกรรมการควบคุมการออกเสียงประชามติเสียเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;แม้กระนั้น ผู้คนก็ออกมาใช้สิทธิ์ไม่ถึงร้อยละ 60 ผลการออกเสียงประชามติก็ชนะแบบไม่ขาด&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ประการต่อมา&lt;/strong&gt; การออกเสียงประชามติครั้งนี้ คมช. และรัฐบาลออกมารณรงค์ผลักดันอย่างสุดกำลังและอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ว่าอย่างสุดกำลัง คือการที่ประธาน คมช. และนายกรัฐมนตรีออกกำลังภายนอกเดินสายปราศัย เปิดงาน รณรงค์ให้คนออกมาออกเสียงประชามติหลายครั้งหลายครา หลายพื้นที่หลายจังหวัด ไม่นับกำลังภายในที่สามารถส่งอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งท่านจะใช้หรือไม่ เราไม่ทราบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนที่ว่าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะในอดีตการออกเสียงเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งทั่วไปหรือการเลือกตั้งซ่อมจะเริ่มเปิดหีบเวลาแปดโมงเช้าและปิดหีบเวลาบ่ายสามโมง แต่ครั้งนี้เลื่อนเวลาปิดหีบออกไปอีกหนึ่งชั่วโมงเป็นบ่ายสี่โมงเพื่อให้คนออกมาออกเสียงให้มากที่สุด ในอดีตออกเสียงวันอาทิตย์ รุ่งขึ้นวันจันทร์ก็ไปทำงาน แต่ครั้งนี้ประกาศให้รุ่งขึ้นวันจันทร์เป็นวันหยุดราชการเพื่อหวังให้เอกชนหยุดตามเพื่อที่คนจะกลับไปออกเสียงที่บ้านเกิดได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;แต่กระนั้น ผู้คนก็ออกมาใช้สิทธิ์ไม่ถึงร้อยละ 60 ผลการออกเสียงประชามติก็ชนะแบบหืดขึ้นคอ คะแนนที่เห็นชอบก็มีไม่ถึงครึ่งของผู้มีสิทธิ์ออกเสียง ขณะที่คะแนนที่ไม่เห็นชอบมีถึง 10 ล้าน&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ประการสุดท้าย &lt;/strong&gt; ที่ว่าเป็นชัยชนะของผู้แพ้เพราะ ในจำนวนเสียงที่ไม่เห็นชอบนั้นส่วนใหญ่ไม่ใช่เสียงของนักการเมืองพรรคไทยรักไทย เพราะคนส่วนนี้ได้แยกสลายไปตั้งกลุ่มการเมืองใหม่และสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญเพื่อวิ่งเข้าสู่สนามเลือกตั้งหลายกลุ่มแล้ว เสียงที่ไม่เห็นชอบส่วนใหญ่เป็นเสียงของประชาชนทั้งระดับรากหญ้าและไม่รากหญ้าที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบทักษิณก็ตาม คนที่ออกเสียงไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จำนวนไม่น้อยออกเสียงในเชิงสัญญลักษณ์ไม่ใช่เพื่อความสะใจ แต่เพื่อประกาศเจตนารมณ์และจุดยืนที่จะไม่ร่วมสังฆกรรมกับพวกรัฐประหารมากกว่า อย่างน้อยหากใครคิดก่อรัฐประหารอีกก็อย่าได้หวังว่าจะหาคนดีๆ เข้ามาสนับสนุนหรือช่วยงานได้ง่ายๆ นอกจากนี้เมื่อหันไปดูเสียงที่เห็นชอบ ในกลุ่มนี้ จำนวนไม่น้อยก็ไม่เห็นด้วยกับการก่อรัฐประหาร จำนวนไม่น้อยก็เพียงต้องการอยากเห็นบ้านเมืองคืนสู่ภาวะปกติ โดยหวังว่าเมื่อมีรัฐธรรมนูญแล้วความวุ่นวายต่างๆ จะหมดไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;ไม่ได้หมายความว่า ผู้คนสนับสนุน คมช. หรือกลุ่มก่อรัฐประหาร ทั้งไม่ได้หมายความว่าชัยชนะของการออกเสียงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเป็นชัยชนะของ คมช. หรือกลุ่มก่อรัฐประหาร แต่อย่างใด&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;หากคิดว่าเป็นชัยชนะ ก็เป็นชัยชนะของผู้แพ้โดยแท้!!&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;เป็นชัยชนะที่คนกว่าสิบล้านคนไม่เอาด้วยกับสิ่งที่ผู้กุมอำนาจรัฐแบบเบ็ดเสร็จนำเสนอ โดยเฉพาะคนในภาคอีสานส่วนใหญ่ที่ยังคงสนับสนุนทักษิณมากกว่า&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เป็นชัยชนะที่น่าเป็นห่วงของผู้แพ้!!&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;และความแพ้พ่ายของผู้มีชัยครั้งนี้ จักยังประโยชน์ยิ่งหากนำไปนึกตรึกตรองยามคิดก่อรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญครั้งต่อไป&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;19 สิงหาคม 2550&lt;br /&gt;(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันอังคารที่ 21 สิงหาคม 2550)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8388286793321089779-835125113084860461?l=rda15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rda15705.blogspot.com/feeds/835125113084860461/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8388286793321089779&amp;postID=835125113084860461' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/835125113084860461'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/835125113084860461'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rda15705.blogspot.com/2007/08/blog-post_19.html' title='ชัยชนะของผู้แพ้'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8388286793321089779.post-895861587018886756</id><published>2007-08-13T19:30:00.004+07:00</published><updated>2008-07-01T19:44:51.595+07:00</updated><title type='text'>หน้าที่ที่ขาดหาย</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม &lt;br /&gt;&lt;a href="mailto: roichaksaam@gmail.com"&gt;roichaksaam@gmail.com&lt;/a&gt; &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อีกเพียง 5 วันก็จะถึงวันออกเสียงประชามติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พศ.2550&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงวันนี้ คนส่วนใหญ่ที่สนใจการเมืองคงทราบรายละเอียดเกี่ยวกับข้อดีข้อด้อยของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 กันพอสมควร และคงมีคำตอบในใจบ้างแล้วว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;ไม่ว่าผลของการออกเสียงประชามติจะเป็นเช่นไร การเมืองไทยทั้งในและโดยเฉพาะอย่างยิ่งนอกรัฐสภาก็คงไม่เข้าสู่ภาวะสงบสันติ แม้การรับหรือไม่รับจะไม่มีผลทำให้ไม่มีการเลือกตั้งก็ตาม&lt;/em&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเวทีรัฐสภา ตัวละครที่จะเข้าโรมรันกันอย่างเอาเป็นเอาตายมีมากมายหลายตัว หนึ่งคือพรรคการเมืองเก่า 2-3 พรรค หนึ่งคือพรรคการเมืองใหม่ที่เป็นตัวแทนของทักษิณ หนึ่งคือพรรคการเมืองใหม่อีก 2-3 พรรคที่พยายามทำตัวเป็นทางเลือกใหม่ทั้งที่มีแต่คนหน้าเก่าและที่สำคัญส่วนใหญ่ยังเคยรับใช้ระบอบทักษิณ อีกหนึ่งคือพรรคการเมืองใหม่ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มทหารอย่างไม่ปิดบังอำพราง แม้ประธาน คมช. จะไม่เข้าเป็นสมาชิกพรรคนี้ก็ตาม เวทีการเมืองที่มีตัวแสดงส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองไร้อุดมการณ์ ตระบัดสัตย์ และขาดศักดิ์ศรี ขอเพียงให้ได้เล่นการเมือง ขอเพียงไม่ต้องตกงาน จะให้ไปรับใช้ใครก็ได้ ให้ไปซูฮกหรือเป็นลูกน้องใครก็ได้เช่นนี้จะประกอบกันขึ้นเป็นเวทีการเมืองที่มีคุณภาพและมีกลิ่นอายประชาธิปไตยที่แท้จริงได้อย่างไร การต่อสู้แย่งชิงกันอย่างไร้จริยธรรม การเข้าร่วมฮั้วกันทางการเมืองอย่างไร้จุดยืน จะเป็นภาพที่เห็นมากขึ้นในรัฐสภาไทยสมัยหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นหันมาดูการเมืองนอกรัฐสภา ความแตกแยกร้าวลึกระหว่างประชาชน 3-4 กลุ่มใหญ่ยังดำเนินและพัฒนา หนึ่งคือกลุ่มที่สนับสนุนระบอบทักษิณ หนึ่งคือกลุ่มที่สนับสนุนระบอบอนุรักษ์นิยม หนึ่งคือกลุ่มที่สนับสนุนระบอบทหาร และอีกหนึ่งคือกลุ่มที่ไม่เอาเผด็จการในทุกระบอบ นี่ยังไม่นับกลุ่มก่อการร้ายภาคใต้ที่มีวัตถุประสงค์ต่างออกไปในเรื่องของการแบ่งแยกดินแดน ที่ผ่านมาความแตกต่างทางความคิดและจุดยืนทางการเมืองที่ต่างกันในหมู่ประชาชนดำรงอยู่ตลอดเวลา การต่อสู้อันยาวนานเกือบร้อยปีของนักสังคมนิยมและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเป็นตัวอย่างหนึ่ง การเข่นฆ่านักศึกษาประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์ 3 ปี ระหว่างเหตุการณ์ 14 กับ 6 ตุลาคม และเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง แต่กระนั้นก็ยังไม่มียุคใดที่ความแตกแยกในหมู่ประชาชนจะร้าวลึกและขยายตัวกว้างเท่ายุคปัจจุบันที่มีระบอบทักษิณเกิดขึ้น แม้ระดับของความขัดแย้งและการต่อสู้เสียสละที่เกี่ยวพันกับอุดมการณ์ทางการเมืองจะมีไม่มากเท่าหรือเทียบกันไม่ได้กับตัวอย่างทั้งสองที่กล่าวมาก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถานการณ์ทั้งในและนอกรัฐสภาหลังการเลือกตั้ง จึงคาดเดาได้ว่าน่าจะเต็มไปด้วยความขัดแย้งที่แก้ไม่ตกหลายคู่ที่นำไปสู่เสียงเรียกร้องที่ไร้เดียงสาของนักต่อสู้บางคนที่ให้สถาบันที่ไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองเช่น สถาบันทหาร เป็นต้น เข้ามาช่วยแก้ปัญหา และเมื่อนั้นทหารที่ฮึกเหิมอยู่แล้วจากการยึดอำนาจรัฐบาลทักษิณโดยไม่มีใครออกมาต่อต้านคัดค้าน ซ้ำยังเอาดอกไม้และโคโยตี้ไปเต้นให้รางวัล ก็จะหวนกลับมาฉีกรัฐธรรมนูญอีกครั้งอย่างย่ามใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเมืองในระบอบประชาธิปไตยของไทยจึงหนีไม่พ้นวังวนอุบาทว์ที่มีการเลือกตั้ง-ขัดแย้ง โกงกิน-รัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ-เลือกตั้งใหม่-ขัดแย้ง โกงกินใหม่-รัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่จบไม่สิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วาระการเมืองไทยเวลานี้จึงหนีไม่พ้นโจทย์ที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะสร้างค่านิยมทางการเมืองที่ไม่ยอมรับทั้งการโกงกินและการก่อรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ ค่านิยมเช่นว่านี้สามารถสร้างได้ ถ้าต้องการสร้างและตั้งใจสร้างอย่างจริงจัง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ หมวดสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย กับหมวดการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน มีบทบัญญัติให้ประชาชนมีสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญและต่อต้านการก่อรัฐประหาร รวมทั้งสิทธิถอดถอนนักการเมืองที่ส่อทุจริตและร่ำรวยผิดปกติ แต่น่าเสียดายที่ยังไม่ได้บัญญัติเรื่องเหล่านี้ไว้อย่างชัดเจนและจริงจังในหมวดหน้าที่ของชนชาวไทย ทำให้การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ต่อต้านรัฐประหาร ต่อต้านคนโกง กลายเป็นหน้าที่ที่ขาดหาย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ถ้าเพื่อจะสร้างค่านิยมข้างต้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคตควรต้องบัญญัติโดยละเอียดให้เป็น “หน้าที่” ของชนชาวไทย (มิใช่เพียงแค่สิทธิ) ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ต่อต้านรัฐประหาร ไม่ยอมรับประเพณีที่ใครยึดอำนาจได้ก็ฉีกรัฐธรรมนูญได้ หากในอนาคต นักการเมืองคนใดส่อเค้าว่าทุจริตก็ดี ทหารเหล่าไหนเอารถถังกับกระบอกปืนออกมายึดอำนาจก็ดี ให้เป็น “หน้าที่” ของประชาชนไทยทุกคนที่จะต้องต่อต้านคัดค้านในทุกรูปแบบและไม่ยอมรับประเพณีที่ใครมีอาวุธ มีรถถังก็ยึดอำนาจได้ ใครยึดอำนาจได้ก็เป็นรัฐาธิปัตย์ได้ฉีกรัฐธรรมนูญได้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในยุโรปและอเมริกา ประเทศที่ระบอบประชาธิปไตยพัฒนาจนปลูกฝังเป็นค่านิยมแห่งชาติไปแล้ว แม้ประชาชนจะไม่พอใจรัฐบาลเพียงไร พวกเขาก็ให้กระบวนการในระบอบประชาธิปไตยแก้ไขปัญหากันไป ไม่ปล่อยให้ทหารออกมายึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญเหมือนบ้านเรา นี่เพราะเขามีประเพณี มีค่านิยมที่ไม่อนุญาตให้ทหารมายึดอำนาจบ้านเมือง จอร์จ ดับเบิลยู บุช บริหารประเทศนำภัยพิบัติมาสู่ประชาชนอเมริกันและประชาชนโลกมากมาย ผลกระทบจากการบริหารที่ผิดพลาดที่มีต่อประเทศชาติและประชาคมโลกมากยิ่งกว่านายกรัฐมนตรีไทยหลายเท่า กองทัพอเมริกันก็ยังไม่เคยออกมายึดอำนาจประธานาธิบดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คำถามที่ต้องตั้งถามกันวันนี้คือ คนไทยเราจะไม่สร้างค่านิยมดีๆ แบบนี้ตามอย่างสังคมอเมริกันบ้างเลยหรือ?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;13 สิงหาคม 2550&lt;br /&gt;(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 14 สิงหาคม 2550)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8388286793321089779-895861587018886756?l=rda15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rda15705.blogspot.com/feeds/895861587018886756/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8388286793321089779&amp;postID=895861587018886756' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/895861587018886756'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/895861587018886756'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rda15705.blogspot.com/2007/08/blog-post.html' title='หน้าที่ที่ขาดหาย'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8388286793321089779.post-6841778901044968060</id><published>2007-07-30T19:16:00.003+07:00</published><updated>2008-07-01T19:59:25.800+07:00</updated><title type='text'>อารมณ์ไม่เหนือสติ อคติไม่เหนือเหตุผล</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม &lt;br /&gt;&lt;a href="mailto: roichaksaam@gmail.com"&gt;roichaksaam@gmail.com&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่าทีของกลุ่มต่างๆ ในสังคมที่ไม่เห็นด้วยต่อการเคลื่อนไหวของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ กลุ่ม นปก.สะท้อนถึงวุฒิภาวะที่แตกต่างกันของผู้คนหรือกลุ่มคนในสังคม มีทั้งที่น่าชื่นชม มีทั้งที่น่าเป็นห่วง&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ที่น่าชื่นชมคือ&lt;/strong&gt; ท่าทีที่แม้ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปก.แต่ก็เคารพความคิด เคารพการตัดสินใจและสิทธิประชาธิปไตยพื้นฐานของกลุ่ม นปก.ที่จะแสดงออกด้วยการชุมนุมแสดงพลังอย่างสงบ ตัวอย่างของผู้คนที่มีท่าทีเช่นว่านี้ที่เห็นได้ชัดคนหนึ่งคือ อาจารย์พิภพ ธงไชย หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้คนที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปก. มีทั้งด้วยเหตุผลที่เห็นว่ากลุ่ม นปก.มีภาพลักษณ์ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มที่ต่อสู้เพื่อให้อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรกลับมามีอำนาจ หรือด้วยเหตุผลที่ต้องการให้สังคมเกิดความสงบ ผ่านร่างรัฐธรรมนูญและมีการเลือกตั้งโดยเร็ว หรือกระทั่งด้วยเหตุผลที่นิยมชมชื่นการก่อรัฐประหารของ คมช. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่กระนั้นในหมู่ผู้คนหรือกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วย หรือเป็นกลางต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปก.ก็มีคนที่ไม่เห็นด้วย หรือกระทั่งต่อต้านคัดค้านการก่อรัฐประหารของ คมช.ด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้คนทั้งหลายที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปก.ดังกล่าวข้างต้นเหล่านี้ มีวุฒิภาวะของสังคมประชาธิปไตยสูงเพียงพอที่จะไม่ล่วงละเมิดความคิดที่ต่างจากตน และพร้อมจะเคารพสิทธิประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานของกลุ่มที่มีความคิดต่างจากตน ด้วยเหตุนี้จึงถือได้ว่าเป็นท่าทีที่น่าชื่นชมและเป็นแบบอย่างในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ต่างกับอีกท่าทีหนึ่งที่น่าเป็นห่วง  &lt;/strong&gt; ซึ่งก็คือท่าทีที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปก.และต่อต้านคัดค้านโจมตีทั้งความคิดและการกระทำ กระทั่งก้าวล่วงสิทธิขั้นพื้นฐานของกลุ่ม นปก.ที่จะคิดและทำได้ในระบอบประชาธิปไตย ตัวอย่างของท่าทีนี้คือ การกล่าวโจมตีกลุ่ม นปก.อย่างใช้อารณ์ว่าเป็นกลุ่มป่วนเมือง เป็นพวกไม่รักชาติ เป็นพวกทักษิณ ทั้งที่สังคมประชาธิปไตยอนุญาตให้คิดต่างได้ และทำต่างได้ในขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต แม้คนในกลุ่ม นปก.จำนวนหนึ่งจะไม่ชอบทักษิณ แต่หากคนส่วนใหญ่ของกลุ่มนี้รักทักษิณ พวกเขาก็มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะต่อสู้เพื่อคนที่เขารัก เช่นเดียวกับเรา(ผู้คนที่ไม่ยอมรับทักษิณ ไม่ยอมรับการมีผู้นำที่โกงกิน)ก็มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะไม่เอาทักษิณและต่อต้านการกลับมาฟื้นอำนาจของทักษิณ แต่มิใช่เพราะเหตุนี้ก็ไปโจมตีกลุ่ม นปก. ว่าเป็นพวกป่วนเมือง เป็นพวกไม่รักชาติ ทั้งที่ความผิดของกลุ่ม นปก. มีเพียงประการเดียวคือ การล่วงละเมิดประธานองคมนตรี ไม่สามารถควบคุมฝูงชนที่มาชุมนุมให้อยู่ในความสงบได้จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์บานปลายอย่างที่ทราบ การต่อต้านเผด็จการรัฐประหารยังเป็นเนื้อหาสำคัญร่วมที่ทำให้กลุ่มนี้มีคนเข้าร่วมมากกว่าช่วงที่นำโดยกลุ่ม พีทีวี.ที่เห็นชัดว่าเป็นกลุ่มของผู้คนที่รักและชื่นชอบทักษิณเท่านั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;อย่างไรก็ดี ท่าทีที่น่าเป็นห่วงกว่านี้คือท่าทีของคนในอำนาจรัฐ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;โดยหลักการแล้วสังคมคาดหวังที่จะเห็นผู้ปกครองมีวุฒิภาวะสูงกว่าผู้อยู่ใต้การปกครอง ผู้นำมีวุฒิภาวะสูงกว่าผู้อยู่ใต้การนำ รัฐบาลมีวุฒิภาวะสูงกว่าประชาชน และด้วยเหตุนี้ คมช.จึงควรจะมีวุฒิภาวะสูงกว่า นปก.&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงการเคลื่อนไหวแรกของกลุ่ม นปก.เหตุการณ์ดูจะเป็นไปตามนั้น คมช.และเจ้าหน้าที่ของรัฐมีความอดทนอดกลั้นที่จะไม่ให้สถานการณ์เผชิญหน้ามากขึ้น แต่เมื่อสถานการณ์พัฒนาร้อนแรงขึ้น วุฒิภาวะของ คมช. และเจ้าหน้าที่ของรัฐกลับเดินสวนทางลง ความอดทนอดกลั้นลดลง อารมณ์เริ่มเข้ามาแทนสติ และอคติก็เริ่มเข้ามาแทนเหตุผล ลืมนึกไปว่าภาระหน้าที่ประการหนึ่งที่เคยสัญญาไว้กับประชาชนเมื่อเข้ามายึดอำนาจบ้านเมืองคือการสร้างสมานฉันท์ในสังคมที่ร้าวฉานจากการปกครองในระบอบทักษิณ บุคคลบางคนใน คมช. ออกมาให้สัมภาษณ์เชิงดูถูกเหยียดหยามประหนึ่งผู้ชุมนุมในกลุ่ม นปก.ไม่ใช่ประชาชนที่ตนต้องสมานฉันท์ สมาชิก คมช. บางคนกระทั่งกล่าวถึงผู้ชุมนุมว่า “อย่ามาลองดี... จะมาสู้อะไรกับทหารตำรวจ... ที่ต่างประเทศเขายิงตายกันไปเยอะแยะ...” !!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการฟิวส์ขาดของเจ้าหน้าที่ที่ต้องเผชิญความกดดันอย่างมากและอย่างยาวนานนั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจและเห็นใจ เพราะเจ้าหน้าที่ก็คือมนุษย์ มีอารมณ์ มีความรู้สึก มีความชอบหรือไม่ชอบเช่นเดียวกับผู้ชุมนุม แต่กระนั้นในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในฐานะที่อาสามาปกครองบ้านเมือง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะผู้มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศและพิทักษ์สันติสุขของราษฎร วุฒิภาวะและความอดทนอดกลั้นยิ่งต้องสูงเป็นพิเศษ จะให้อารณ์มาอยู่เหนือสติ และอคติมาอยู่เหนือเหตุผลไม่ได้เป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นแล้ว ที่เคยถูกก็จะกลายเป็นผิด ที่อยากสมานฉันท์ก็จะเท่ากับราดน้ำมันลงบนกองเพลิง บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ และสุดท้ายใครก็อยู่ไม่ได้ในบ้านเมืองแบบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;30 กรกฎาคม 2550&lt;br /&gt;(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 31 กรกฎาคม 2550)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8388286793321089779-6841778901044968060?l=rda15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rda15705.blogspot.com/feeds/6841778901044968060/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8388286793321089779&amp;postID=6841778901044968060' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/6841778901044968060'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/6841778901044968060'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rda15705.blogspot.com/2007/07/blog-post_30.html' title='อารมณ์ไม่เหนือสติ อคติไม่เหนือเหตุผล'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8388286793321089779.post-3874397243674279174</id><published>2007-07-21T15:56:00.002+07:00</published><updated>2008-07-01T16:02:21.050+07:00</updated><title type='text'>ตอบคำถามต้องตรงโจทย์</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม &lt;br /&gt;&lt;a href="mailto: roichaksaam@gmail.com "&gt;roichaksaam@gmail.com &lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียงวิพากษ์วิจารณ์และคัดค้านอย่างหนักจากสังคมทำให้คมช.และรัฐบาลออกมาส่งสัญญาณว่าอาจมีการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พศ....โดยเฉพาะประเด็นการให้อำนาจ ผบ. ทบ.ในฐานะ ผอ.รมน.มากเกินไป ซึ่งอาจเปลี่ยนเป็นให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจนี้แทน&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การออกมาส่งสัญญาณดังกล่าวข้างต้นนับเป็นนิมิตหมายที่ดี และเป็นการเดินแนวทางมวลชนที่พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะประธาน คมช.และผบ.ทบ. ผู้ได้ชื่อว่าเป็นนักศึกษาสรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตงอย่างช่ำชองพึงกระทำและยึดกุมประกอบการดำเนินนโยบายในทุกก้าวลีลาของตน เพราะมีแต่เดินแนวทางมวลชนเท่านั้นนโยบายจึงจะได้รับการต้อนรับและปฏิบัติการจึงจะประสบผลสำเร็จ การรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ประสบผลสำเร็จได้ มีการต่อต้านน้อย ที่สำคัญเป็นเพราะได้กระทำในสิ่งที่สอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกและความต้องการในขณะนั้นของมวลชนส่วนใหญ่ที่ไม่เอารัฐบาลทักษิณ หากไม่มีปัจจัยมวลชนที่ว่านี้ การรัฐประหารก็ยากจะประสบผลสำเร็จ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี ในท่ามกลางการส่งสัญญาณที่จะยอมทบทวนเนื้อหาของร่างพรบ. ฉบับนี้ เสียงจากฝ่ายทหารจำนวนมากที่ห้อมล้อมพลเอกสนธิ และแม้กระทั่งตัวพลเอกสนธิเองยังคงสะท้อนออกมาในทำนองที่ว่าทหารยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้กฎหมายฉบับนี้มาสนับสนุนการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรของตน พลเรือเอกสถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผบ.ทร. และสมาชิก คมช. ถึงกับเปรียบเทียบว่าการไม่ให้อำนาจทหารก็เหมือนกับการไม่ให้อำนาจยาม ใครจะเข้าประตูบ้านมาก็เข้าได้ ใครจะเกเรในบ้านเราก็เกเรได้ เช่นนี้แล้วจะมียามไว้ทำไม เสียงของฝ่ายทหารทำนองนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะประการแรก ทหารคือผู้ปฏิบัติงานสำคัญในการรักษาความมั่นคงของประเทศ อีกประการหนึ่ง ทหารย่อมยืนอยู่บนจุดยืนของทหารที่ต้องการอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมาเป็นของตนในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ แต่กระนั้นการพูดเช่นนี้ก็ดูเหมือนเป็นการพูดกันคนละภาษากับประชาชน เป็นการตอบคำถามที่ไม่สู้จะตรงโจทย์ที่ประชาชนตั้งถาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประชาชนที่คัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้ ประการแรกเขาไม่ได้คัดค้านการที่ประเทศจะมีกฎหมายแม่บทสักฉบับมารักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ประการต่อมา เขาต้องการให้มีการถ่วงดุลอย่างเหมาะสมระหว่างการรักษาความมั่นคงกับการเคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน อีกประการหนึ่ง เขาไม่ต้องการให้ใครคนใดคนหนึ่งมีอำนาจอย่างไร้ขอบเขต ขาดการตรวจสอบและถ่วงดุล รวมทั้งไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำที่อ้างว่าเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ ประการสุดท้าย เขาไม่ต้องการให้ คมช.และรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ซึ่งเป็นรัฐบาลชั่วคราวที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนมาออกกฎหมายฉบับนี้ การยอมทบทวนร่างกฎหมายฉบับนี้แม้เป็นนิมิตหมายที่ดีในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แต่ก็ยังมิใช่เป็นการตอบโจทย์ที่ตรงกับความต้องการของประชาชนเท่าใดนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่ คมช.และรัฐบาลควรทำในเวลานี้คือต้องตั้งสติและตรึกตรองดูให้ดีว่าเสียงคัดค้านต่างๆ ต่อร่างกฎหมายฉบับนี้มีอะไรบ้าง โดยไม่ใช้โมหะจริต และทิษฐิที่จะเอาชนะคะคาน ไม่ตอบคำถามที่ไม่ตรงโจทย์ เช่น เปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจจาก ผบ.ทบ. มาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะการคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้โดยเนื้อแท้แล้วไม่ใช่การคัดค้าน ผบ. ทบ. แต่เป็นการคัดค้านการให้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและไร้ขอบเขตแก่ผู้รักษาความมั่นคงโดยขาดการถ่วงดุลที่เหมาะสมกับการเคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชนมากกว่า&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;21 กรกฎาคม 2550&lt;br /&gt;(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 23 กรกฎาคม 2550)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8388286793321089779-3874397243674279174?l=rda15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rda15705.blogspot.com/feeds/3874397243674279174/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8388286793321089779&amp;postID=3874397243674279174' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/3874397243674279174'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/3874397243674279174'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rda15705.blogspot.com/2007/07/blog-post_21.html' title='ตอบคำถามต้องตรงโจทย์'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8388286793321089779.post-131001516029824728</id><published>2007-07-16T15:41:00.003+07:00</published><updated>2008-07-01T15:52:02.514+07:00</updated><title type='text'>People never die; they never fade away</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม &lt;br /&gt;&lt;a href="mailto: roichaksaam@gmail.com"&gt;roichaksaam@gmail.com&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ประเทศไทยกำลังเผชิญภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้งภัยจากลัทธิก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติอันเป็นเหตุให้มีความจำเป็นต้องมีกฎหมายแม่บทสักฉบับที่มาจัดระเบียบการรักษาความมั่นคงภายในใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลที่สังคมไทยและประชาชนไทยจะต้องยอมรับร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรที่เพิ่งผ่านมติครม. ไปเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2550 &lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เหตุผล 4 ประการที่สังคมไทยไม่ควรยอมรับร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว คือ  1) เนื้อหาที่เผด็จอำนาจและลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน  2) หลักการที่ขัดกับระบอบประชาธิปไตย  3) เบื้องหลังการออกกฎหมายที่มีข้อสงสัย และ  4) ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1)  ร่างพรบ. ฉบับนี้ให้อำนาจผบ. ทบ. ในฐานะผอ. รมน. อย่างครอบจักรวาล กล่าวคือมีอำนาจทุกอย่างเช่นเดียวกับอำนาจที่ครม. มีตามพรก. การบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ออกประกาศห้ามใช้เส้นทางคมนาคม ห้ามชุมนุม ห้ามออกจากบ้าน ห้ามมีสิ่งของบางอย่างไว้ในครอบครอง ให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมคุมขัง ปราบปรามบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร ตรวจค้นสถานที่ ยึด หรืออายัดทรัพย์สินและเอกสารต่างๆ ได้ กระทั่งมีอำนาจบังคับบัญชาข้าราชการทุกคนได้ จะต่างกับพรก. การบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉินตรงที่อำนาจของครม. เป็นการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ สามารถใช้อำนาจได้คราวละ 3 เดือน และจะใช้อำนาจได้เฉพาะพื้นที่ที่มีสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น แต่ผอ. รมน. สามารถตัดสินใจได้เพียงคนเดียว สามารถใช้อำนาจได้โดยไม่จำกัดเวลา และไม่จำกัดพื้นที่ ที่ร้ายกว่านี้คือ การกระทำของผอ. รมน. และเจ้าหน้าที่ตามร่างพรบ. ฉบับนี้ประชาชนจะฟ้องร้องต่อศาลปกครองไม่ได้ ทั้งเจ้าหน้าที่ก็ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางวินัย ถ้ากระทำไปโดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติและสมควรแก่เหตุ ปัญหาคือใครเล่าจะเป็นผู้ตัดสินว่าสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติและสมควรแก่เหตุในเมื่อห้ามประชาชนไม่ให้ฟ้องศาลเสียแล้ว เนื้อหาของร่างพรบ. ฉบับนี้จึงเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วยการเผด็จอำนาจของผบ. ทบ. ในฐานะผอ. รมน. ให้เป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการเบ็ดเสร็จเพียงคนเดียว จริงอยู่แม้พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผบ. ทบ. จะพยายามอธิบายว่าร่างพรบ. ฉบับนี้ให้อำนาจคณะกรรมการรักษาความมั่นคงภายในซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเป็นผู้วางนโยบาย ส่วนผบ. ทบ. เป็นเพียงผู้ปฏิบัติเท่านั้น หากผบ. ทบ. ปฏิบัติผิดไปจากนโยบาย นายกรัฐมนตรีก็ปลดผบ. ทบ. ได้ แต่เหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้น พลเอกสนธิคงยังจำได้ว่า ในที่สุดแล้วใครเป็นฝ่ายปลดใครกันแน่?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2)  ร่าง พรบ. ฉบับนี้ขัดกับหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอย่างน้อย 3 ประการคือ &lt;em&gt;ประการแรก &lt;/em&gt;ทำให้อำนาจอธิปไตยทั้งสามคือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ผูกขาดอยู่กับคนเพียงคนเดียวคือ ผบ.ทบ.ในฐานะ ผอ. รมน. ที่มีอำนาจล้นฟ้าที่ไม่มีการตรวจสอบและถ่วงดุล ทั้งอำนาจที่ผูกขาดนี้ก็เป็นอำนาจที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนอย่างชัดแจ้ง นี่คือรูปแบบการปกครองที่ไม่ต่างอะไรกับการปกครองของพวกเผด็จการ &lt;em&gt; ประการต่อมา &lt;/em&gt; หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น พลเรือนเป็นผู้นำทหาร ไม่ใช่ทหารมานำพลเรือน แม้ในระบอบคอมมิวนิสต์ พรรคก็บัญชาปืน ไม่ใช่ปืนบัญชาพรรค แต่ร่างพรบ. ฉบับนี้ ผบ. ทบ. ในฐานะ ผอ. รมน. สามารถบังคับบัญชาข้าราชการทุกคนได้ &lt;em&gt;ประการสุดท้าย &lt;/em&gt; ธรรมเนียมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น รัฐบาลชั่วคราวที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจะมีมารยาทพอที่จะไม่ผลักดันกฎหมายสำคัญๆ โดยเฉพาะกฎหมายที่ผูกพันผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศชาติหรือกฎหมายที่กระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนออกมา การพยายามเร่งรัดออกกฎหมายฉบับนี้จึงขัดกับหลักการและธรรมเนียมปฏิบัติอันดีงามในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3)  แม้ร่างพรบ. ฉบับนี้จะถูกผู้คนและองค์กรต่างๆ คัดค้านท้วงติงอย่างมาก เนื่องจากนอกจากจะเป็นการผิดมารยาทในระบอบประชาธิปไตยแล้ว ยังมีเนื้อหาที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนและให้อำนาจล้นฟ้าแก่ ผบ. ทบ. อีกด้วย แต่ทั้งรัฐบาลและคมช. กลับพยายามเร่งรัดให้มีการออกกฎหมายฉบับนี้ให้ได้ จึงทำให้สังคมเกิดความสงสัยเคลือบแคลงใจมากว่า ร่างพรบ. ฉบับนี้จะเป็นหนึ่งในแผนการสืบทอดอำนาจของคมช. นอกเหนือจากหลายสิ่งหลายอย่างที่ได้กระทำไปแล้วหรือไม่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4)  ถ้าร่างพรบ. ฉบับนี้ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติและมีผลบังคับใช้จริงๆ ประเทศไทยก็จะกลายเป็นประเทศที่ปกครองโดยทหาร กลายเป็นรัฐทหารที่มีประชาธิปไตยแต่เปลือก ถึงเวลานั้นภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่ตกต่ำอยู่แล้วในเวทีโลกก็จะยิ่งตกต่ำลงไปอีก จะยิ่งถูกประเทศที่รักประชาธิปไตยบอยคอตและตัดความสัมพันธ์ด้านต่างๆ มากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แต่โปรดเชื่อเถิดว่า เวลาที่ว่านั้นมาไม่ถึงหรอก ประชาชนไทยที่ผ่านร้อนผ่านหนาว เสียเลือดเสียเนื้อมามากมายในเวทีการต่อสู้เพื่อสิทธิประชาธิปไตยคงไม่ยอมให้ใครมาออกกฎหมายที่ทำลายดอกผลของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของพวกเขาได้ง่ายๆ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;Old soldiers never die; they just fade away แต่ People never die; they never fade away.&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;16 กรกฎาคม 2550&lt;br /&gt;(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 17 กรกฎาคม 2550)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8388286793321089779-131001516029824728?l=rda15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rda15705.blogspot.com/feeds/131001516029824728/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8388286793321089779&amp;postID=131001516029824728' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/131001516029824728'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/131001516029824728'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rda15705.blogspot.com/2007/07/people-never-die-they-never-fade-away.html' title='People never die; they never fade away'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8388286793321089779.post-6065501267565128699</id><published>2007-07-14T15:34:00.003+07:00</published><updated>2008-07-01T15:53:12.715+07:00</updated><title type='text'>ว่าวของท่านประธาน</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม &lt;br /&gt;&lt;a href="mailto: roichaksaam@gmail.com"&gt;roichaksaam@gmail.com&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Talk of the town ในวงเสวนาการเมืองระยะนี้ไม่มีที่ไหนไม่พูดถึงเรื่องที่พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกและประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติจะตัดสินใจเล่นหรือไม่เล่นการเมืองหลังเกษียณอายุราชการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในฐานะของผู้นำการก่อรัฐประหารที่กำลังจะหมดอำนาจบารมีเนื่องจากต้องเกษียณอายุราชการและต้องส่งมอบการปกครองประเทศให้กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เขาคนนั้นไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม คงอดไม่ได้ที่จะต้องตระเตรียมสิ่งต่างๆ ไว้รองรับความปลอดภัยในอนาคตของตน เป็นต้นว่าทำอย่างไรคนของตนหรือคนที่ตนไว้วางใจจึงจะสามารถขึ้นมาสืบทอดอำนาจในกองทัพแทนตน ทำอย่างไรนักการเมืองและกลุ่มการเมืองที่ตนโค่นลงไปจะไม่สามารถกลับเข้ามามีอำนาจและตามเช็คบิลตนเป็นการตอบแทน ทำอย่างไรนักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่เป็นมิตรหรือถ้าให้ดียิ่งไปกว่านี้คือ สนับสนุนตนจะสามารถได้รับคะแนนเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ และกระทั่งทำอย่างไรตนจึงจะสามารถผันตัวเองจากผู้นำกองทัพที่เพิ่งหมดอายุราชการมาเป็นผู้นำการเมืองเพื่อรักษาอำนาจบารมีที่มีอยู่ต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุที่ผู้นำการก่อรัฐประหารต้องคิดและพยายามหาหลักประกันความปลอดภัยในอนาคต กระทั่งคิดไปถึงความจำเป็นที่จะต้องสืบทอดอำนาจทางการเมืองของตน ก็เนื่องจากการเข้ามายึดอำนาจด้วยวิธีการรัฐประหารเป็นสิ่งผิดกฎหมายและผู้รักประชาธิปไตยยากจะทำใจยอมรับแม้รัฐบาลที่ถูกรัฐประหารจะเป็นรัฐบาลดร.ทักษิณที่พวกเขากำลังต่อต้านอยู่ก็ตาม เพราะปัญหาประชาธิปไตยของประชาชน ประชาชนควรได้รับการเรียนรู้และแก้ไขกันเองมากกว่าจะให้ใครกลุ่มหนึ่งใช้รถถังและกระสุนปืนมาแก้ให้ ด้วยเหตุนี้แม้พลเอกสนธิและคมช. จะได้รับการต้อนรับอย่างมากในระยะแรกที่เข้ายึดอำนาจ แต่ตลอดเวลาที่ครองอำนาจก็ต้องคอยหวาดระแวงทั้งกลุ่มอำนาจเก่าที่ตนยึดอำนาจมาและกลุ่มผู้รักประชาธิปไตยที่ถึงอย่างไรก็ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีการก่อรัฐประหาร ข่าวลือเกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจและการเล่นการเมืองหลังเกษียณอายุราชการของประธานคมช.พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน จึงไม่ใช่ข่าวที่ไม่มีมูล แต่เป็นไปได้มากจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องพลเอกสนธิ จะลงเล่นการเมืองนั้น เสียงในสังคมมีทั้งที่คัดค้านและสนับสนุน ที่คัดค้านนอกจากจะมีพลังบริสุทธิ์ที่รักประชาธิปไตยซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการและเอ็นจีโอจำนวนหนึ่งแล้ว ยังมีกลุ่มนักการเมืองอำนาจเก่าที่ยังจงรักภักดีกับดร.ทักษิณ รวมทั้งประชาชนอีกบางส่วนที่ยัง “รักทักษิณ” ส่วนที่สนับสนุนให้พลเอกสนธิลงเล่นการเมืองนั้นก็คือกลุ่มที่ต้องการใช้ตัวพลเอกสนธิให้เป็นประโยชน์ เช่นพลพรรคในคมช. ที่คงจะอุ่นใจกว่าหากได้ประธานคมช. มาเป็นนายกรัฐมนตรี นักการเมืองและกลุ่มการเมืองที่แยกตัวออกมาจากพรรคไทยรักไทยและพร้อมจะเป็นนอมินีให้คมช. เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันทางการเมือง รวมทั้งนักการเมืองอดีตพรรคฝ่ายค้านเก่าบางคน ประกอบกับอดีตพรรคฝ่ายค้านทั้งสามพรรคก็ไม่มีพรรคไหนแสดงท่าทีคัดค้านการลงเล่นการเมืองของพลเอกสนธิ ณ วันนี้ แม้พลเอกสนธิจะไม่ยอมรับว่ามีแผนการลงเล่นการเมืองหลังเกษียณอายุ แต่น่าเชื่อว่าการตัดสินใจได้กระทำไปแล้ว ทั้งน่าเสียดายว่าเส้นทางชีวิตบั้นปลายจากการตัดสินใจลงเล่นการเมืองของพลเอกสนธิจะไม่ได้นำสิ่งที่เป็นมงคลใดๆ มาสู่ชีวิตอีกเลย เพราะงานแรกที่ต้องทำก่อนลงเลือกตั้งก็คือการวางเส้นสายต่อท่ออำนาจทางการเมืองไว้เป็นฐานเสียงของตน ซึ่งนักรัฐประหารรุ่นพี่พลเอกสนธิก็เคยใช้อำนาจบารมีทำมาแล้วและประสบผลกรรมมาแล้วทั้งนั้น นอกจากนี้ แม้การเล่นการเมืองของพลเอกสนธิจะเป็นสิทธิ โดยเฉพาะการถอดเครื่องแบบทหารลงเล่นการเมือง แต่เป็นสิทธิที่ขาดความเหมาะสม เป็นสิทธิที่ขาดจริยธรรมเพราะแม้คนร่างรัฐธรรมนูญยังมีบทบัญญัติไม่ให้สมัครรับเลือกตั้ง แล้วเหตุใดคนยึดอำนาจจึงขอเล่นการเมืองต่อได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชีวิตพลเอกสนธิทุกวันนี้ เปรียบเหมือนว่าวที่พลเอกสนธิพูดว่าจะไม่ยอมให้ใครมาดึง ขอเป็นว่าวที่ติดลมบนด้วยตัวเอง จะลงก็ลงด้วยตัวเอง แต่คนอย่างประธานคมช.ที่มีอำนาจทุกวันนี้ถ้าเปรียบเป็นว่าว ก็ต้องเป็นว่าวใหญ่อย่างว่าวจุฬาที่กำลังหลงระเริงลมที่มีคนช่วยกันกระพือพัดส่ง ไม่ใช่ว่าวเล็กๆ อย่างปักเป้าที่เอาแต่โฉบไปทางโน้นทีทางนี้ที แต่หากว่าวจุฬาที่คิดว่าตัวเองใหญ่แล้วฮึกเหิมทะนงตน ไม่ระมัดระวังตัว ไม่รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายในฟากฟ้าการเมือง ลืมไปว่าเมื่อตนปลดเกษียณแล้ว อำนาจบารมีก็มีไม่เหมือนเดิม ยังคงหลงเริงร่า ก็คงไม่นานที่จะต้องติดเหนียงปักเป้า ครั้นจะฝืนดึงฉุดเอาก็จะยิ่งพันรัดเข้าแน่นตัว มีแต่คนสมน้ำหน้า ช้ำในอุรา ต้องกินน้ำตาร่ำไป ตามบทเพลง “เย็นลมว่าว” ที่วงสุนทราภรณ์บรรเลงไว้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;14 กรกฎาคม 2550&lt;br /&gt;(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 16 กรกฎาคม 2550)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8388286793321089779-6065501267565128699?l=rda15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rda15705.blogspot.com/feeds/6065501267565128699/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8388286793321089779&amp;postID=6065501267565128699' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/6065501267565128699'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/6065501267565128699'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rda15705.blogspot.com/2007/07/blog-post.html' title='ว่าวของท่านประธาน'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8388286793321089779.post-630905878846302730</id><published>2007-07-07T21:59:00.000+07:00</published><updated>2008-07-01T15:33:22.296+07:00</updated><title type='text'>ค่านิยมแห่งชาติ</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม &lt;br /&gt;&lt;a href="mailto:roichaksaam@gmail.com "&gt;roichaksaam@gmail.com &lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;em&gt;ทุกวันนี้เราแทบตอบไม่ได้ว่าค่านิยมไทยคืออะไร รากไทยอยู่ตรงไหน เมื่อมีปัญหาขัดแย้งขึ้นในสังคม เราจึงไม่มีจุดยืนที่เป็นเอกภาพว่าอะไรถูกอะไรผิด สุดท้ายก็หาทางออกอย่างง่ายๆ ว่า &lt;strong&gt;“รักพ่ออย่าทะเลาะกัน”&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;/blockquote&gt; &lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่านิยมเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่บุคคลหรือสังคมยอมรับ ยึดถือและใช้เป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติ ในการตัดสินใจและกำหนดการกระทำของตนเอง ค่านิยมของสังคมใดย่อมเปรียบเสมือนจิตวิญญาณของสังคมนั้น น่าเสียดายที่สังคมไทยไม่เคยมีใครกำหนดค่านิยมของสังคมไว้ให้เป็นที่ยอมรับร่วมกัน พยายามค้นหาในเว็บไซท์ของกระทรวงวัฒนธรรม ก็พบเพียงข้อควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติในวัฒนธรรมไทย โดยพูดเกี่ยวกับศาสนาไว้ 10 ข้อ พระมหากษัตริย์ 4 ข้อ และขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคมอีก 6 ข้อ แล้วก็จบเพียงเท่านี้ ที่สำคัญคือ จะมีคนไทยสักกี่คนที่ได้รู้หรือได้อ่านสิ่งที่กระทรวงวัฒนธรรมบัญญัติไว้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกวันนี้ความแตกแยกทางความคิดโดยเฉพาะความคิดทางการเมือง และการเลียนแบบทางวัฒนธรรมท้าทายให้เรายิ่งต้องคิดถึงการสร้างค่านิยมแห่งชาติ (National Values) หรือค่านิยมประเทศไทย (Thailand Core Values) อย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น และสิ่งนี้น่าจะสำคัญกว่าการที่จะกำหนดว่าดอกไม้อะไร หรือสัตว์อะไรคือสัญญลักษณ์ของประเทศไทยมากนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ผ่านมา ชาติไทยเรามีชื่อเสียงในทางประสานประโยชน์ พูดอย่างไม่เกรงใจก็คือเป็นชาติที่มีชื่อเสียงในด้านความอ่อนแอทางวัฒนธรรม กล่าวคือพร้อมจะต้อนรับวัฒนธรรมจากภายนอกและไม่สู้จะยืนหยัดวัฒนธรรมภายในของตนเท่าใดนัก เราพร้อมจะรับวัฒนธรรมแทบทุกอย่างจากภายนอกโดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศที่เรารู้สึกว่ามีพัฒนาการทางเศรษฐกิจสูงกว่าเรา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของเครื่องใช้ ศิลปะวัฒนธรรม หรือองค์ความรู้ต่างๆ เราพร้อมจะยอมรับโลกาภิวัตน์และยอมจำนนอย่างง่ายๆ ตามคำสอนของนักเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมว่าวิถีชีวิตของเราและของชาติเราทั้งชาติจะต้องหมุนไปตามทุนนิยมโลกาภิวัตน์ โดยไม่เคยตั้งคำถามว่าทำอย่างไรเราจึงจะสามารถอยู่แบบของเราโดยไม่ให้มันมาบงการวิถีชีวิตเรามากจนเกินไป เราไม่เคยค้นหาจุดแข็งของเราเพื่อไปรับมือกับทุนนิยมโลกาภิวัตน์มากไปกว่าการพยายามกลมกลืนตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมัน ที่น่าขำระคนเศร้าคือเรารู้สึกเท่และยินดีที่จะควักเงิน 40-50 บาทเพื่อซื้อมันทอดจืดๆ ที่เรียกว่าเฟร็นช์ฟรายจากร้านจั๊งฟู้ดส์ต่างชาติทั้งหลายมารับประทาน ในขณะที่เราอาจเขินอายที่จะจ่ายเงินเพียง 10-20 บาทเพื่อจะซื้อกล้วยแขก มันทอดและเผือกทอดที่ทั้งหวานทั้งมันจากแม่ค้าข้างถนนที่เป็นคนไทยด้วยกัน ความอ่อนแอทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมทำให้ค่านิยมของเราอ่อนแอไปด้วย ทุกวันนี้เราแทบตอบไม่ได้ว่าค่านิยมไทยคืออะไร รากไทยอยู่ตรงไหน ด้วยเหตุนี้เมื่อมีปัญหาขัดแย้งขึ้นในสังคม เราจึงไม่มีจุดยืนที่เป็นเอกภาพว่าอะไรถูกอะไรผิด สุดท้ายก็หาทางออกอย่างง่ายๆ ว่า “รักพ่ออย่าทะเลาะกัน” หรือไม่ก็หาทางออกอย่างประนีประนอมว่าประชาธิปไตยนั้นอนุญาตให้แตกต่างแต่ไม่แตกแยก ทั้งที่ความจริงนั้นปัญหาถูกกับผิด ดีกับชั่ว เป็นเรื่องที่ทั้งต้องแตกต่างและต้องแตกแยก  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว แกนนำม็อบอีแต๋นจากภาคอีสานที่เดินทางเข้ามาสนับสนุนให้ ดร.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีต่อให้สัมภาษณ์ว่าเหตุผลที่สนับสนุน ดร. ทักษิณเพราะเป็นผู้ที่ทำประโยชน์ให้กับคนยากคนจนในระดับรากหญ้าจริงๆ ส่วนที่มีการกล่าวหาว่า ดร. ทักษิณคอร์รัปชั่นนั้นแกนนำเห็นว่าการคอร์รัปชั่นก็มีเหมือนกันทุกรัฐบาล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่คือค่านิยมที่สนับสนุนคนทำงานเก่งและพอยอมรับได้หากคนเก่งนั้นจะโกงบ้าง ต่างกับค่านิยมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ไม่ยอมรับคนโกงแม้เขาจะเก่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันการต่อสู้ระหว่างค่านิยมที่ยกย่องคนเก่งแม้เขาจะโกงกับค่านิยมที่ปฏิเสธคนโกงแม้เขาจะเก่งยังคงดำเนินอยู่ต่อไปโดยมีกลุ่มพีทีวี.และกลุ่มคนรักทักษิณเป็นตัวแทนของค่านิยมแรก แต่การต่อสู้นี้มีตัวแปรเพิ่มขึ้นหลังการรัฐประหาร 19 กันยา ทำให้แนวรบของการต่อสู้ระหว่างค่านิยมทางการเมืองสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น มีทั้งการต่อสู้ระหว่างการยอมรับรูปแบบประชาธิปไตยที่มีเนื้อหาเผด็จการ (ระบอบทักษิณ)กับการยอมรับรูปแบบเผด็จการที่อ้างว่าทำเพื่อประชาธิปไตย (ระบอบคมช.)และการไม่ยอมรับเผด็จการทั้งรูปแบบและเนื้อหา (กลุ่มที่ไม่เอาทั้งทักษิณและคมช.)นี่เป็นกรรมของสังคมที่ค่านิยมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่แข็งแกร่ง! &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วาระประเทศชาติหรือพูดให้ชัดขึ้นคือวาระประชาชนเวลานี้คือ การสร้างค่านิยมแห่งชาติที่เป็นทางการและเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ขึ้นมาสักชุดที่มีเนื้อหาครอบคลุมการดำเนินชีวิตทั้งทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมืองเพื่อเป็นหลักในการยึดถือและเป็นแนวทางในการตัดสินใจและการปฏิบัติของคนทั้งชาติต่อไป จากนี้จะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกันว่าจะเดินขบวนสนับสนุนฝ่ายไหน และผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายจะได้เข้าใจตรงกันเสียทีว่าระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการนั้น เส้นแบ่งอยู่ที่ตรงไหนกัน? ที่สำคัญระหว่างประชาธิปไตยใต้เงินตรากับประชาธิปไตยใต้รองเท้าบูทนั้น ประชาชนยังอยากจะฝากความหวังไว้กับฝ่ายใด? &lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;7 กรกฎาคม 2550&lt;br /&gt;(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 10 กรกฎาคม 2550)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8388286793321089779-630905878846302730?l=rda15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rda15705.blogspot.com/feeds/630905878846302730/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8388286793321089779&amp;postID=630905878846302730' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/630905878846302730'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/630905878846302730'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rda15705.blogspot.com/2008/06/blog-post_9797.html' title='ค่านิยมแห่งชาติ'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8388286793321089779.post-1705005609358090842</id><published>2007-07-07T21:47:00.000+07:00</published><updated>2008-07-01T15:32:32.993+07:00</updated><title type='text'>ที่สำคัญกว่ารับหรือไม่รับ</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม &lt;br /&gt;&lt;a href="mailto:roichaksaam@gmail.com"&gt;roichaksaam@gmail.com&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;ถ้าพูดว่าที่มาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากการรัฐประหาร การรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เท่ากับเป็นการยอมรับให้มีการก่อรัฐประหารได้และล้มล้างรัฐธรรมนูญได้ อย่างนี้ถือว่า “จงใจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ” ไหม?&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;ถ้าการเปิดให้มีการลงประชามติว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ พศ. 2550 ถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ต้องบันทึกไว้ในบัญชีด้านความก้าวหน้าแล้ว การปิดกั้นไม่ให้มีการอภิปรายโต้แย้งเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญอย่างรอบด้านด้วยบทบัญญัติในมาตรา 11(3) ของร่าง พรบ. กำหนดความผิดเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติที่ “ห้ามผู้ใดจงใจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียง ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง” ก็เป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกของการลงประชามติที่ควรบันทึกไว้ในบัญชีด้านความล้าหลังด้วยเช่นกัน&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ทำไมจึงกล่าวเช่นนี้?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการแรก อย่างไรจึงจะเรียกว่า &lt;strong&gt;“จงใจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ” &lt;/strong&gt;ถ้าพูดว่าที่มาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากการรัฐประหาร การรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เท่ากับเป็นการยอมรับให้มีการก่อรัฐประหารได้และล้มล้างรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งขัดกับสาระสำคัญของระบอบประชาธิปไตยอย่างมีนัยสำคัญที่สุด หรือถ้าพูดว่า การแต่งตั้ง สว.ครึ่งหนึ่งเป็นการถอยหลังเข้าคลองและเปิดช่องให้ผู้มีอำนาจวางขุมกำลังทางการเมืองของตนได้ อย่างนี้ถือว่า&lt;strong&gt; “จงใจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ” &lt;/strong&gt; ไหม?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการต่อมา การลงประชามติเกิดจากความเชื่อพื้นฐานที่ว่าผู้มีสิทธิลงประชามติมีวุฒิภาวะและมีวิจารณญาณเพียงพอในการตัดสินใจ ดังนั้นการลงประชามติที่มีคุณภาพจึงควรเป็นการลงประชามติภายใต้การรับรู้ข้อมูลข่าวสารและข้อเท็จจริงต่างๆ ทั้งด้านบวกและด้านลบอย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้การออกกฎหมายมากันท่าไม่ให้มีการถกเถียงโต้แย้งจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย จึงไม่น่าจะเป็นกระบวนการลงประชามติที่มีคุณภาพเพียงพอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการสุดท้าย การเปิดโอกาสให้ฝ่ายต่างๆ ได้พูดความเห็นของตนอย่างเต็มที่ ย่อมเป็นพื้นฐานที่ดีของการเปิดประชาธิปไตย และเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของสังคมประชาธิปไตย การที่จะมีใครคนไหน หรือคนกลุ่มใดใช้โอกาสนี้มาบิดเบือนหรือจงใจให้เกิดความเข้าใจผิด ทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดเสียหาย ก็ย่อมมีกฎหมายบ้านเมืองฉบับอื่นรองรับอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีมาตรา 11(3) มาลิดรอนการแสดงความคิดเห็นหรือทำให้บรรยากาศการลงประชามติต้องเสียไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริงแล้ว ด้วยกลไกอำนาจรัฐที่กุมอยู่ของ คมช.และรัฐบาล และด้วยเนื้อหาที่มีส่วนก้าวหน้าอยู่จำนวนหนึ่ง เป็นต้นว่าการให้ประชาชนมีสิทธิลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างไรเสียก็คงผ่านการลงประชามติไปได้ไม่ยาก หากคมช. และรัฐบาลเองไม่ทำอะไรให้คนในสังคมรับไม่ได้มากขึ้น แม้ปัจจุบันจะมีหลายกลุ่มหลายองค์กรออกมาประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ตาม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาที่ต้องคิดและสำคัญกว่าปัญหารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็คือ ทำอย่างไรการเมืองไทยจึงจะปลอดจากการก่อรัฐประหาร รัฐธรรมนูญไทยไม่ถูกล้ม ร่าง หรือแก้ไขโดยกระบวนการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ทำอย่างไรประชาชนจึงจะรู้สึกว่าตนมีหน้าที่ที่จะพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วม  ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยภายใต้การผูกขาดของทุน หรือระบอบประชาธิปไตยที่ไหว้วานขุนศึกมาโค่นล้มนายทุน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;7 กรกฎาคม 2550&lt;br /&gt;(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 9 กรกฎาคม 2550)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8388286793321089779-1705005609358090842?l=rda15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rda15705.blogspot.com/feeds/1705005609358090842/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8388286793321089779&amp;postID=1705005609358090842' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/1705005609358090842'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/1705005609358090842'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rda15705.blogspot.com/2008/06/blog-post_30.html' title='ที่สำคัญกว่ารับหรือไม่รับ'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8388286793321089779.post-2146963923393697642</id><published>2007-07-01T21:12:00.001+07:00</published><updated>2008-07-03T11:29:57.530+07:00</updated><title type='text'>ประชาชนจะเรียนรู้</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม &lt;br /&gt;&lt;a href="mailto:roichaksaam@gmail.com "&gt;roichaksaam@gmail.com &lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถนนราชดำเนินสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่  5 ระหว่างปี พศ. 2442 ถึงปี พศ. 2446 เพื่อใช้เป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินจากพระบรมมหาราชวัง กับพระราชวังดุสิต ถนนแบ่งเป็น 3 ช่วงคือ ราชดำเนินนอก ราชดำเนินกลาง และราชดำเนินใน โดยการสร้างถนนสายนี้ นอกจากจะโปรดให้สร้างถนนขนาดกว้างแล้ว ยังโปรดให้สร้างสถานที่ราชการสำคัญๆ ขึ้นมาทั้ง 2 ฟากถนน แนวพระราชดำริในการสร้างถนนสายนี้บ้างว่าทรงได้มาจากถนนชอง เอลิเซ่ ในกรุงปารีส บ้างว่าทรงได้มาจากการสร้าง Queen`s Walk ในย่าน Green Park ของกรุงลอนดอน จากนั้นจึงทรงพระราชทานนามว่า ถนนราชดำเนิน ตามชื่อ Queen`s Walk ซึ่งหมายถึง ทางที่กษัตริย์เดิน นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_Aprg4up9nek/SGxVkdYWvKI/AAAAAAAAAeM/E8sYO9FIwiE/s1600-h/Pq2m9Gor-9702da8a1167f61ba6036826d7d5bd9c.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://bp1.blogger.com/_Aprg4up9nek/SGxVkdYWvKI/AAAAAAAAAeM/E8sYO9FIwiE/s400/Pq2m9Gor-9702da8a1167f61ba6036826d7d5bd9c.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5218640153065995426" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่งร้อยกับอีกสี่ปีของถนนราชดำเนิน โดยเฉพาะช่วงเจ็ดสิบห้าปีมานี้ ถนนสายนี้เป็นทางเดินของประชาชนมากกว่าของกษัตริย์ ถนนได้บันทึกเหตุการณ์ เรื่องราว และความเปลี่ยนแปลง, บันทึกความขัดแย้ง การต่อสู้ ชัยชนะ และความพ่ายแพ้, บันทึกการสูญเสียของชีวิต เลือดเนื้อ และหยาดน้ำตา, บันทึกการเกิดขึ้น ดับไปของวีรชน และทรราชย์ ไม่เว้นแม้ชีวิตคนนิรนาม นักเดินทางผู้รอนแรม โสเภณี และคนไร้บ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;19 กันยายน 2549 ถนนราชดำเนินได้รับรู้การเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง หลายคนโห่ร้องต้อนรับอย่างรื่นเริง มีการมอบช่อดอกไม้และเต้นโคโยตี้ หลายคนผิดหวังและเคียดแค้น หลายคนได้สัมผัสกับความยินดีที่ขมขื่น ยินดีที่รัฐบาลโกงกินถูกโค่นลง แต่ขมขื่นที่ระบอบประชาธิปไตยหนีไม่พ้นวังวนของการก่อรัฐประหาร หนีไม่พ้นรองเท้าบูท และอำมาตยาธิปไตย&lt;br /&gt;&lt;p align=center&gt;&lt;strong&gt;แม้กระนั้น ประชาชนก็ได้เรียนรู้!&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;br /&gt;ถนนราชดำเนินสอนให้ประชาชนเรียนรู้ว่า การก่อรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญและการเมืองในระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยพัฒนาขึ้น คณะรัฐประหารทุกชุดไม่เคยที่จะลงจากอำนาจอย่างขาวสะอาด ไม่เป็นเพราะเกรงว่าจะถูกฝ่ายตรงข้ามกลับมาล้างแค้น ก็เป็นเพราะยอมพ่ายแพ้ต่อความเย้ายวนของการมีอำนาจบารมี พฤติกรรมของการวางขุมกำลังและการสืบทอดอำนาจจึงมักปรากฏให้เห็นโดยเฉพาะในระยะที่กำลังจะหมดวาระการยึดอำนาจอย่างเปิดเผย และสุดท้ายจากภาวะที่ประชาชนเคยสนับสนุนหรือเป็นกลางก็จะกลายเป็นถูกประชาชนต่อต้านคัดค้านจนอยู่ไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;เขียนไปก็ภาวนาอย่าให้สิ่งที่เขียนเป็นจริงเลยสำหรับคณะรัฐประหารชุดปัจจุบันนี้!&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่าให้ร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรที่ให้อำนาจผู้บัญชาการทหารบกอย่างล้นฟ้า ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนที่รีบออกมาอย่างสายฟ้าแลบเพื่อเอาอกเอาใจข้าราชการ รวมถึงการจะต่ออายุราชการกำนันผู้ใหญ่บ้าน อย่าได้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังในการวางขุมกำลังเพื่อสืบทอดอำนาจของตนเองเลย อย่าให้ร่างกฎหมายสำคัญต่างๆ ที่ผูกพันผลประโยชน์ประเทศชาติ ที่กระทบสิทธิเสรีภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่รัฐบาลชั่วคราวควรมีมารยาทที่จะปล่อยให้รัฐบาลและสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นผู้พิจารณาถูกเข็นกันออกมาในช่วงนี้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หากสิ่งที่ภาวนาไว้ไม่เป็นจริง ถนนราชดำเนินก็จะเริ่มต้นเขียนบันทึกบทใหม่ที่ประชาชนจะได้เรียนรู้เพิ่มขึ้น และเข้มแข็งขึ้นอีกครั้งหนึ่ง   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;1 กรกฎาคม 2550&lt;br /&gt;(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 2 กรกฎาคม 2550)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8388286793321089779-2146963923393697642?l=rda15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rda15705.blogspot.com/feeds/2146963923393697642/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8388286793321089779&amp;postID=2146963923393697642' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/2146963923393697642'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8388286793321089779/posts/default/2146963923393697642'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rda15705.blogspot.com/2008/06/blog-post.html' title='ประชาชนจะเรียนรู้'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp1.blogger.com/_Aprg4up9nek/SGxVkdYWvKI/AAAAAAAAAeM/E8sYO9FIwiE/s72-c/Pq2m9Gor-9702da8a1167f61ba6036826d7d5bd9c.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
