Ratchadamnoen Avenue
ราชดำเนิน อเวนิว

www.suan84.com

Monday, 30 July 2007

อารมณ์ไม่เหนือสติ อคติไม่เหนือเหตุผล

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

ท่าทีของกลุ่มต่างๆ ในสังคมที่ไม่เห็นด้วยต่อการเคลื่อนไหวของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ กลุ่ม นปก.สะท้อนถึงวุฒิภาวะที่แตกต่างกันของผู้คนหรือกลุ่มคนในสังคม มีทั้งที่น่าชื่นชม มีทั้งที่น่าเป็นห่วง


ที่น่าชื่นชมคือ ท่าทีที่แม้ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปก.แต่ก็เคารพความคิด เคารพการตัดสินใจและสิทธิประชาธิปไตยพื้นฐานของกลุ่ม นปก.ที่จะแสดงออกด้วยการชุมนุมแสดงพลังอย่างสงบ ตัวอย่างของผู้คนที่มีท่าทีเช่นว่านี้ที่เห็นได้ชัดคนหนึ่งคือ อาจารย์พิภพ ธงไชย หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ผู้คนที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปก. มีทั้งด้วยเหตุผลที่เห็นว่ากลุ่ม นปก.มีภาพลักษณ์ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มที่ต่อสู้เพื่อให้อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรกลับมามีอำนาจ หรือด้วยเหตุผลที่ต้องการให้สังคมเกิดความสงบ ผ่านร่างรัฐธรรมนูญและมีการเลือกตั้งโดยเร็ว หรือกระทั่งด้วยเหตุผลที่นิยมชมชื่นการก่อรัฐประหารของ คมช.

แต่กระนั้นในหมู่ผู้คนหรือกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วย หรือเป็นกลางต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปก.ก็มีคนที่ไม่เห็นด้วย หรือกระทั่งต่อต้านคัดค้านการก่อรัฐประหารของ คมช.ด้วยเช่นกัน

ผู้คนทั้งหลายที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปก.ดังกล่าวข้างต้นเหล่านี้ มีวุฒิภาวะของสังคมประชาธิปไตยสูงเพียงพอที่จะไม่ล่วงละเมิดความคิดที่ต่างจากตน และพร้อมจะเคารพสิทธิประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานของกลุ่มที่มีความคิดต่างจากตน ด้วยเหตุนี้จึงถือได้ว่าเป็นท่าทีที่น่าชื่นชมและเป็นแบบอย่างในระบอบประชาธิปไตย

ต่างกับอีกท่าทีหนึ่งที่น่าเป็นห่วง ซึ่งก็คือท่าทีที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปก.และต่อต้านคัดค้านโจมตีทั้งความคิดและการกระทำ กระทั่งก้าวล่วงสิทธิขั้นพื้นฐานของกลุ่ม นปก.ที่จะคิดและทำได้ในระบอบประชาธิปไตย ตัวอย่างของท่าทีนี้คือ การกล่าวโจมตีกลุ่ม นปก.อย่างใช้อารณ์ว่าเป็นกลุ่มป่วนเมือง เป็นพวกไม่รักชาติ เป็นพวกทักษิณ ทั้งที่สังคมประชาธิปไตยอนุญาตให้คิดต่างได้ และทำต่างได้ในขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต แม้คนในกลุ่ม นปก.จำนวนหนึ่งจะไม่ชอบทักษิณ แต่หากคนส่วนใหญ่ของกลุ่มนี้รักทักษิณ พวกเขาก็มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะต่อสู้เพื่อคนที่เขารัก เช่นเดียวกับเรา(ผู้คนที่ไม่ยอมรับทักษิณ ไม่ยอมรับการมีผู้นำที่โกงกิน)ก็มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะไม่เอาทักษิณและต่อต้านการกลับมาฟื้นอำนาจของทักษิณ แต่มิใช่เพราะเหตุนี้ก็ไปโจมตีกลุ่ม นปก. ว่าเป็นพวกป่วนเมือง เป็นพวกไม่รักชาติ ทั้งที่ความผิดของกลุ่ม นปก. มีเพียงประการเดียวคือ การล่วงละเมิดประธานองคมนตรี ไม่สามารถควบคุมฝูงชนที่มาชุมนุมให้อยู่ในความสงบได้จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์บานปลายอย่างที่ทราบ การต่อต้านเผด็จการรัฐประหารยังเป็นเนื้อหาสำคัญร่วมที่ทำให้กลุ่มนี้มีคนเข้าร่วมมากกว่าช่วงที่นำโดยกลุ่ม พีทีวี.ที่เห็นชัดว่าเป็นกลุ่มของผู้คนที่รักและชื่นชอบทักษิณเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ท่าทีที่น่าเป็นห่วงกว่านี้คือท่าทีของคนในอำนาจรัฐ

โดยหลักการแล้วสังคมคาดหวังที่จะเห็นผู้ปกครองมีวุฒิภาวะสูงกว่าผู้อยู่ใต้การปกครอง ผู้นำมีวุฒิภาวะสูงกว่าผู้อยู่ใต้การนำ รัฐบาลมีวุฒิภาวะสูงกว่าประชาชน และด้วยเหตุนี้ คมช.จึงควรจะมีวุฒิภาวะสูงกว่า นปก.

ในช่วงการเคลื่อนไหวแรกของกลุ่ม นปก.เหตุการณ์ดูจะเป็นไปตามนั้น คมช.และเจ้าหน้าที่ของรัฐมีความอดทนอดกลั้นที่จะไม่ให้สถานการณ์เผชิญหน้ามากขึ้น แต่เมื่อสถานการณ์พัฒนาร้อนแรงขึ้น วุฒิภาวะของ คมช. และเจ้าหน้าที่ของรัฐกลับเดินสวนทางลง ความอดทนอดกลั้นลดลง อารมณ์เริ่มเข้ามาแทนสติ และอคติก็เริ่มเข้ามาแทนเหตุผล ลืมนึกไปว่าภาระหน้าที่ประการหนึ่งที่เคยสัญญาไว้กับประชาชนเมื่อเข้ามายึดอำนาจบ้านเมืองคือการสร้างสมานฉันท์ในสังคมที่ร้าวฉานจากการปกครองในระบอบทักษิณ บุคคลบางคนใน คมช. ออกมาให้สัมภาษณ์เชิงดูถูกเหยียดหยามประหนึ่งผู้ชุมนุมในกลุ่ม นปก.ไม่ใช่ประชาชนที่ตนต้องสมานฉันท์ สมาชิก คมช. บางคนกระทั่งกล่าวถึงผู้ชุมนุมว่า “อย่ามาลองดี... จะมาสู้อะไรกับทหารตำรวจ... ที่ต่างประเทศเขายิงตายกันไปเยอะแยะ...” !!

อาการฟิวส์ขาดของเจ้าหน้าที่ที่ต้องเผชิญความกดดันอย่างมากและอย่างยาวนานนั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจและเห็นใจ เพราะเจ้าหน้าที่ก็คือมนุษย์ มีอารมณ์ มีความรู้สึก มีความชอบหรือไม่ชอบเช่นเดียวกับผู้ชุมนุม แต่กระนั้นในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในฐานะที่อาสามาปกครองบ้านเมือง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะผู้มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศและพิทักษ์สันติสุขของราษฎร วุฒิภาวะและความอดทนอดกลั้นยิ่งต้องสูงเป็นพิเศษ จะให้อารณ์มาอยู่เหนือสติ และอคติมาอยู่เหนือเหตุผลไม่ได้เป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นแล้ว ที่เคยถูกก็จะกลายเป็นผิด ที่อยากสมานฉันท์ก็จะเท่ากับราดน้ำมันลงบนกองเพลิง บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ และสุดท้ายใครก็อยู่ไม่ได้ในบ้านเมืองแบบนี้

30 กรกฎาคม 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 31 กรกฎาคม 2550)




Saturday, 21 July 2007

ตอบคำถามต้องตรงโจทย์

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

เสียงวิพากษ์วิจารณ์และคัดค้านอย่างหนักจากสังคมทำให้คมช.และรัฐบาลออกมาส่งสัญญาณว่าอาจมีการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พศ....โดยเฉพาะประเด็นการให้อำนาจ ผบ. ทบ.ในฐานะ ผอ.รมน.มากเกินไป ซึ่งอาจเปลี่ยนเป็นให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจนี้แทน


การออกมาส่งสัญญาณดังกล่าวข้างต้นนับเป็นนิมิตหมายที่ดี และเป็นการเดินแนวทางมวลชนที่พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะประธาน คมช.และผบ.ทบ. ผู้ได้ชื่อว่าเป็นนักศึกษาสรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตงอย่างช่ำชองพึงกระทำและยึดกุมประกอบการดำเนินนโยบายในทุกก้าวลีลาของตน เพราะมีแต่เดินแนวทางมวลชนเท่านั้นนโยบายจึงจะได้รับการต้อนรับและปฏิบัติการจึงจะประสบผลสำเร็จ การรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ประสบผลสำเร็จได้ มีการต่อต้านน้อย ที่สำคัญเป็นเพราะได้กระทำในสิ่งที่สอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกและความต้องการในขณะนั้นของมวลชนส่วนใหญ่ที่ไม่เอารัฐบาลทักษิณ หากไม่มีปัจจัยมวลชนที่ว่านี้ การรัฐประหารก็ยากจะประสบผลสำเร็จ

อย่างไรก็ดี ในท่ามกลางการส่งสัญญาณที่จะยอมทบทวนเนื้อหาของร่างพรบ. ฉบับนี้ เสียงจากฝ่ายทหารจำนวนมากที่ห้อมล้อมพลเอกสนธิ และแม้กระทั่งตัวพลเอกสนธิเองยังคงสะท้อนออกมาในทำนองที่ว่าทหารยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้กฎหมายฉบับนี้มาสนับสนุนการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรของตน พลเรือเอกสถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผบ.ทร. และสมาชิก คมช. ถึงกับเปรียบเทียบว่าการไม่ให้อำนาจทหารก็เหมือนกับการไม่ให้อำนาจยาม ใครจะเข้าประตูบ้านมาก็เข้าได้ ใครจะเกเรในบ้านเราก็เกเรได้ เช่นนี้แล้วจะมียามไว้ทำไม เสียงของฝ่ายทหารทำนองนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะประการแรก ทหารคือผู้ปฏิบัติงานสำคัญในการรักษาความมั่นคงของประเทศ อีกประการหนึ่ง ทหารย่อมยืนอยู่บนจุดยืนของทหารที่ต้องการอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมาเป็นของตนในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ แต่กระนั้นการพูดเช่นนี้ก็ดูเหมือนเป็นการพูดกันคนละภาษากับประชาชน เป็นการตอบคำถามที่ไม่สู้จะตรงโจทย์ที่ประชาชนตั้งถาม

ประชาชนที่คัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้ ประการแรกเขาไม่ได้คัดค้านการที่ประเทศจะมีกฎหมายแม่บทสักฉบับมารักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ประการต่อมา เขาต้องการให้มีการถ่วงดุลอย่างเหมาะสมระหว่างการรักษาความมั่นคงกับการเคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน อีกประการหนึ่ง เขาไม่ต้องการให้ใครคนใดคนหนึ่งมีอำนาจอย่างไร้ขอบเขต ขาดการตรวจสอบและถ่วงดุล รวมทั้งไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำที่อ้างว่าเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ ประการสุดท้าย เขาไม่ต้องการให้ คมช.และรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ซึ่งเป็นรัฐบาลชั่วคราวที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนมาออกกฎหมายฉบับนี้ การยอมทบทวนร่างกฎหมายฉบับนี้แม้เป็นนิมิตหมายที่ดีในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แต่ก็ยังมิใช่เป็นการตอบโจทย์ที่ตรงกับความต้องการของประชาชนเท่าใดนัก

สิ่งที่ คมช.และรัฐบาลควรทำในเวลานี้คือต้องตั้งสติและตรึกตรองดูให้ดีว่าเสียงคัดค้านต่างๆ ต่อร่างกฎหมายฉบับนี้มีอะไรบ้าง โดยไม่ใช้โมหะจริต และทิษฐิที่จะเอาชนะคะคาน ไม่ตอบคำถามที่ไม่ตรงโจทย์ เช่น เปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจจาก ผบ.ทบ. มาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะการคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้โดยเนื้อแท้แล้วไม่ใช่การคัดค้าน ผบ. ทบ. แต่เป็นการคัดค้านการให้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและไร้ขอบเขตแก่ผู้รักษาความมั่นคงโดยขาดการถ่วงดุลที่เหมาะสมกับการเคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชนมากกว่า

21 กรกฎาคม 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 23 กรกฎาคม 2550)




Monday, 16 July 2007

People never die; they never fade away

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

แม้ประเทศไทยกำลังเผชิญภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้งภัยจากลัทธิก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติอันเป็นเหตุให้มีความจำเป็นต้องมีกฎหมายแม่บทสักฉบับที่มาจัดระเบียบการรักษาความมั่นคงภายในใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลที่สังคมไทยและประชาชนไทยจะต้องยอมรับร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรที่เพิ่งผ่านมติครม. ไปเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2550


เหตุผล 4 ประการที่สังคมไทยไม่ควรยอมรับร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว คือ 1) เนื้อหาที่เผด็จอำนาจและลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน 2) หลักการที่ขัดกับระบอบประชาธิปไตย 3) เบื้องหลังการออกกฎหมายที่มีข้อสงสัย และ 4) ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก

1) ร่างพรบ. ฉบับนี้ให้อำนาจผบ. ทบ. ในฐานะผอ. รมน. อย่างครอบจักรวาล กล่าวคือมีอำนาจทุกอย่างเช่นเดียวกับอำนาจที่ครม. มีตามพรก. การบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ออกประกาศห้ามใช้เส้นทางคมนาคม ห้ามชุมนุม ห้ามออกจากบ้าน ห้ามมีสิ่งของบางอย่างไว้ในครอบครอง ให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมคุมขัง ปราบปรามบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร ตรวจค้นสถานที่ ยึด หรืออายัดทรัพย์สินและเอกสารต่างๆ ได้ กระทั่งมีอำนาจบังคับบัญชาข้าราชการทุกคนได้ จะต่างกับพรก. การบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉินตรงที่อำนาจของครม. เป็นการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ สามารถใช้อำนาจได้คราวละ 3 เดือน และจะใช้อำนาจได้เฉพาะพื้นที่ที่มีสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น แต่ผอ. รมน. สามารถตัดสินใจได้เพียงคนเดียว สามารถใช้อำนาจได้โดยไม่จำกัดเวลา และไม่จำกัดพื้นที่ ที่ร้ายกว่านี้คือ การกระทำของผอ. รมน. และเจ้าหน้าที่ตามร่างพรบ. ฉบับนี้ประชาชนจะฟ้องร้องต่อศาลปกครองไม่ได้ ทั้งเจ้าหน้าที่ก็ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางวินัย ถ้ากระทำไปโดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติและสมควรแก่เหตุ ปัญหาคือใครเล่าจะเป็นผู้ตัดสินว่าสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติและสมควรแก่เหตุในเมื่อห้ามประชาชนไม่ให้ฟ้องศาลเสียแล้ว เนื้อหาของร่างพรบ. ฉบับนี้จึงเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วยการเผด็จอำนาจของผบ. ทบ. ในฐานะผอ. รมน. ให้เป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการเบ็ดเสร็จเพียงคนเดียว จริงอยู่แม้พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผบ. ทบ. จะพยายามอธิบายว่าร่างพรบ. ฉบับนี้ให้อำนาจคณะกรรมการรักษาความมั่นคงภายในซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเป็นผู้วางนโยบาย ส่วนผบ. ทบ. เป็นเพียงผู้ปฏิบัติเท่านั้น หากผบ. ทบ. ปฏิบัติผิดไปจากนโยบาย นายกรัฐมนตรีก็ปลดผบ. ทบ. ได้ แต่เหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้น พลเอกสนธิคงยังจำได้ว่า ในที่สุดแล้วใครเป็นฝ่ายปลดใครกันแน่?

2) ร่าง พรบ. ฉบับนี้ขัดกับหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอย่างน้อย 3 ประการคือ ประการแรก ทำให้อำนาจอธิปไตยทั้งสามคือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ผูกขาดอยู่กับคนเพียงคนเดียวคือ ผบ.ทบ.ในฐานะ ผอ. รมน. ที่มีอำนาจล้นฟ้าที่ไม่มีการตรวจสอบและถ่วงดุล ทั้งอำนาจที่ผูกขาดนี้ก็เป็นอำนาจที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนอย่างชัดแจ้ง นี่คือรูปแบบการปกครองที่ไม่ต่างอะไรกับการปกครองของพวกเผด็จการ ประการต่อมา หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น พลเรือนเป็นผู้นำทหาร ไม่ใช่ทหารมานำพลเรือน แม้ในระบอบคอมมิวนิสต์ พรรคก็บัญชาปืน ไม่ใช่ปืนบัญชาพรรค แต่ร่างพรบ. ฉบับนี้ ผบ. ทบ. ในฐานะ ผอ. รมน. สามารถบังคับบัญชาข้าราชการทุกคนได้ ประการสุดท้าย ธรรมเนียมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น รัฐบาลชั่วคราวที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจะมีมารยาทพอที่จะไม่ผลักดันกฎหมายสำคัญๆ โดยเฉพาะกฎหมายที่ผูกพันผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศชาติหรือกฎหมายที่กระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนออกมา การพยายามเร่งรัดออกกฎหมายฉบับนี้จึงขัดกับหลักการและธรรมเนียมปฏิบัติอันดีงามในระบอบประชาธิปไตย

3) แม้ร่างพรบ. ฉบับนี้จะถูกผู้คนและองค์กรต่างๆ คัดค้านท้วงติงอย่างมาก เนื่องจากนอกจากจะเป็นการผิดมารยาทในระบอบประชาธิปไตยแล้ว ยังมีเนื้อหาที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนและให้อำนาจล้นฟ้าแก่ ผบ. ทบ. อีกด้วย แต่ทั้งรัฐบาลและคมช. กลับพยายามเร่งรัดให้มีการออกกฎหมายฉบับนี้ให้ได้ จึงทำให้สังคมเกิดความสงสัยเคลือบแคลงใจมากว่า ร่างพรบ. ฉบับนี้จะเป็นหนึ่งในแผนการสืบทอดอำนาจของคมช. นอกเหนือจากหลายสิ่งหลายอย่างที่ได้กระทำไปแล้วหรือไม่

4) ถ้าร่างพรบ. ฉบับนี้ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติและมีผลบังคับใช้จริงๆ ประเทศไทยก็จะกลายเป็นประเทศที่ปกครองโดยทหาร กลายเป็นรัฐทหารที่มีประชาธิปไตยแต่เปลือก ถึงเวลานั้นภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่ตกต่ำอยู่แล้วในเวทีโลกก็จะยิ่งตกต่ำลงไปอีก จะยิ่งถูกประเทศที่รักประชาธิปไตยบอยคอตและตัดความสัมพันธ์ด้านต่างๆ มากขึ้น

แต่โปรดเชื่อเถิดว่า เวลาที่ว่านั้นมาไม่ถึงหรอก ประชาชนไทยที่ผ่านร้อนผ่านหนาว เสียเลือดเสียเนื้อมามากมายในเวทีการต่อสู้เพื่อสิทธิประชาธิปไตยคงไม่ยอมให้ใครมาออกกฎหมายที่ทำลายดอกผลของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของพวกเขาได้ง่ายๆ

Old soldiers never die; they just fade away แต่ People never die; they never fade away.

16 กรกฎาคม 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 17 กรกฎาคม 2550)




Saturday, 14 July 2007

ว่าวของท่านประธาน

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

Talk of the town ในวงเสวนาการเมืองระยะนี้ไม่มีที่ไหนไม่พูดถึงเรื่องที่พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกและประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติจะตัดสินใจเล่นหรือไม่เล่นการเมืองหลังเกษียณอายุราชการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า


ในฐานะของผู้นำการก่อรัฐประหารที่กำลังจะหมดอำนาจบารมีเนื่องจากต้องเกษียณอายุราชการและต้องส่งมอบการปกครองประเทศให้กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เขาคนนั้นไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม คงอดไม่ได้ที่จะต้องตระเตรียมสิ่งต่างๆ ไว้รองรับความปลอดภัยในอนาคตของตน เป็นต้นว่าทำอย่างไรคนของตนหรือคนที่ตนไว้วางใจจึงจะสามารถขึ้นมาสืบทอดอำนาจในกองทัพแทนตน ทำอย่างไรนักการเมืองและกลุ่มการเมืองที่ตนโค่นลงไปจะไม่สามารถกลับเข้ามามีอำนาจและตามเช็คบิลตนเป็นการตอบแทน ทำอย่างไรนักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่เป็นมิตรหรือถ้าให้ดียิ่งไปกว่านี้คือ สนับสนุนตนจะสามารถได้รับคะแนนเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ และกระทั่งทำอย่างไรตนจึงจะสามารถผันตัวเองจากผู้นำกองทัพที่เพิ่งหมดอายุราชการมาเป็นผู้นำการเมืองเพื่อรักษาอำนาจบารมีที่มีอยู่ต่อไป

เหตุที่ผู้นำการก่อรัฐประหารต้องคิดและพยายามหาหลักประกันความปลอดภัยในอนาคต กระทั่งคิดไปถึงความจำเป็นที่จะต้องสืบทอดอำนาจทางการเมืองของตน ก็เนื่องจากการเข้ามายึดอำนาจด้วยวิธีการรัฐประหารเป็นสิ่งผิดกฎหมายและผู้รักประชาธิปไตยยากจะทำใจยอมรับแม้รัฐบาลที่ถูกรัฐประหารจะเป็นรัฐบาลดร.ทักษิณที่พวกเขากำลังต่อต้านอยู่ก็ตาม เพราะปัญหาประชาธิปไตยของประชาชน ประชาชนควรได้รับการเรียนรู้และแก้ไขกันเองมากกว่าจะให้ใครกลุ่มหนึ่งใช้รถถังและกระสุนปืนมาแก้ให้ ด้วยเหตุนี้แม้พลเอกสนธิและคมช. จะได้รับการต้อนรับอย่างมากในระยะแรกที่เข้ายึดอำนาจ แต่ตลอดเวลาที่ครองอำนาจก็ต้องคอยหวาดระแวงทั้งกลุ่มอำนาจเก่าที่ตนยึดอำนาจมาและกลุ่มผู้รักประชาธิปไตยที่ถึงอย่างไรก็ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีการก่อรัฐประหาร ข่าวลือเกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจและการเล่นการเมืองหลังเกษียณอายุราชการของประธานคมช.พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน จึงไม่ใช่ข่าวที่ไม่มีมูล แต่เป็นไปได้มากจริงๆ

ในท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องพลเอกสนธิ จะลงเล่นการเมืองนั้น เสียงในสังคมมีทั้งที่คัดค้านและสนับสนุน ที่คัดค้านนอกจากจะมีพลังบริสุทธิ์ที่รักประชาธิปไตยซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการและเอ็นจีโอจำนวนหนึ่งแล้ว ยังมีกลุ่มนักการเมืองอำนาจเก่าที่ยังจงรักภักดีกับดร.ทักษิณ รวมทั้งประชาชนอีกบางส่วนที่ยัง “รักทักษิณ” ส่วนที่สนับสนุนให้พลเอกสนธิลงเล่นการเมืองนั้นก็คือกลุ่มที่ต้องการใช้ตัวพลเอกสนธิให้เป็นประโยชน์ เช่นพลพรรคในคมช. ที่คงจะอุ่นใจกว่าหากได้ประธานคมช. มาเป็นนายกรัฐมนตรี นักการเมืองและกลุ่มการเมืองที่แยกตัวออกมาจากพรรคไทยรักไทยและพร้อมจะเป็นนอมินีให้คมช. เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันทางการเมือง รวมทั้งนักการเมืองอดีตพรรคฝ่ายค้านเก่าบางคน ประกอบกับอดีตพรรคฝ่ายค้านทั้งสามพรรคก็ไม่มีพรรคไหนแสดงท่าทีคัดค้านการลงเล่นการเมืองของพลเอกสนธิ ณ วันนี้ แม้พลเอกสนธิจะไม่ยอมรับว่ามีแผนการลงเล่นการเมืองหลังเกษียณอายุ แต่น่าเชื่อว่าการตัดสินใจได้กระทำไปแล้ว ทั้งน่าเสียดายว่าเส้นทางชีวิตบั้นปลายจากการตัดสินใจลงเล่นการเมืองของพลเอกสนธิจะไม่ได้นำสิ่งที่เป็นมงคลใดๆ มาสู่ชีวิตอีกเลย เพราะงานแรกที่ต้องทำก่อนลงเลือกตั้งก็คือการวางเส้นสายต่อท่ออำนาจทางการเมืองไว้เป็นฐานเสียงของตน ซึ่งนักรัฐประหารรุ่นพี่พลเอกสนธิก็เคยใช้อำนาจบารมีทำมาแล้วและประสบผลกรรมมาแล้วทั้งนั้น นอกจากนี้ แม้การเล่นการเมืองของพลเอกสนธิจะเป็นสิทธิ โดยเฉพาะการถอดเครื่องแบบทหารลงเล่นการเมือง แต่เป็นสิทธิที่ขาดความเหมาะสม เป็นสิทธิที่ขาดจริยธรรมเพราะแม้คนร่างรัฐธรรมนูญยังมีบทบัญญัติไม่ให้สมัครรับเลือกตั้ง แล้วเหตุใดคนยึดอำนาจจึงขอเล่นการเมืองต่อได้

ชีวิตพลเอกสนธิทุกวันนี้ เปรียบเหมือนว่าวที่พลเอกสนธิพูดว่าจะไม่ยอมให้ใครมาดึง ขอเป็นว่าวที่ติดลมบนด้วยตัวเอง จะลงก็ลงด้วยตัวเอง แต่คนอย่างประธานคมช.ที่มีอำนาจทุกวันนี้ถ้าเปรียบเป็นว่าว ก็ต้องเป็นว่าวใหญ่อย่างว่าวจุฬาที่กำลังหลงระเริงลมที่มีคนช่วยกันกระพือพัดส่ง ไม่ใช่ว่าวเล็กๆ อย่างปักเป้าที่เอาแต่โฉบไปทางโน้นทีทางนี้ที แต่หากว่าวจุฬาที่คิดว่าตัวเองใหญ่แล้วฮึกเหิมทะนงตน ไม่ระมัดระวังตัว ไม่รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายในฟากฟ้าการเมือง ลืมไปว่าเมื่อตนปลดเกษียณแล้ว อำนาจบารมีก็มีไม่เหมือนเดิม ยังคงหลงเริงร่า ก็คงไม่นานที่จะต้องติดเหนียงปักเป้า ครั้นจะฝืนดึงฉุดเอาก็จะยิ่งพันรัดเข้าแน่นตัว มีแต่คนสมน้ำหน้า ช้ำในอุรา ต้องกินน้ำตาร่ำไป ตามบทเพลง “เย็นลมว่าว” ที่วงสุนทราภรณ์บรรเลงไว้

14 กรกฎาคม 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 16 กรกฎาคม 2550)




Saturday, 7 July 2007

ค่านิยมแห่งชาติ

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com


ทุกวันนี้เราแทบตอบไม่ได้ว่าค่านิยมไทยคืออะไร รากไทยอยู่ตรงไหน เมื่อมีปัญหาขัดแย้งขึ้นในสังคม เราจึงไม่มีจุดยืนที่เป็นเอกภาพว่าอะไรถูกอะไรผิด สุดท้ายก็หาทางออกอย่างง่ายๆ ว่า “รักพ่ออย่าทะเลาะกัน”



ค่านิยมเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่บุคคลหรือสังคมยอมรับ ยึดถือและใช้เป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติ ในการตัดสินใจและกำหนดการกระทำของตนเอง ค่านิยมของสังคมใดย่อมเปรียบเสมือนจิตวิญญาณของสังคมนั้น น่าเสียดายที่สังคมไทยไม่เคยมีใครกำหนดค่านิยมของสังคมไว้ให้เป็นที่ยอมรับร่วมกัน พยายามค้นหาในเว็บไซท์ของกระทรวงวัฒนธรรม ก็พบเพียงข้อควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติในวัฒนธรรมไทย โดยพูดเกี่ยวกับศาสนาไว้ 10 ข้อ พระมหากษัตริย์ 4 ข้อ และขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคมอีก 6 ข้อ แล้วก็จบเพียงเท่านี้ ที่สำคัญคือ จะมีคนไทยสักกี่คนที่ได้รู้หรือได้อ่านสิ่งที่กระทรวงวัฒนธรรมบัญญัติไว้

ทุกวันนี้ความแตกแยกทางความคิดโดยเฉพาะความคิดทางการเมือง และการเลียนแบบทางวัฒนธรรมท้าทายให้เรายิ่งต้องคิดถึงการสร้างค่านิยมแห่งชาติ (National Values) หรือค่านิยมประเทศไทย (Thailand Core Values) อย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น และสิ่งนี้น่าจะสำคัญกว่าการที่จะกำหนดว่าดอกไม้อะไร หรือสัตว์อะไรคือสัญญลักษณ์ของประเทศไทยมากนัก

ที่ผ่านมา ชาติไทยเรามีชื่อเสียงในทางประสานประโยชน์ พูดอย่างไม่เกรงใจก็คือเป็นชาติที่มีชื่อเสียงในด้านความอ่อนแอทางวัฒนธรรม กล่าวคือพร้อมจะต้อนรับวัฒนธรรมจากภายนอกและไม่สู้จะยืนหยัดวัฒนธรรมภายในของตนเท่าใดนัก เราพร้อมจะรับวัฒนธรรมแทบทุกอย่างจากภายนอกโดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศที่เรารู้สึกว่ามีพัฒนาการทางเศรษฐกิจสูงกว่าเรา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของเครื่องใช้ ศิลปะวัฒนธรรม หรือองค์ความรู้ต่างๆ เราพร้อมจะยอมรับโลกาภิวัตน์และยอมจำนนอย่างง่ายๆ ตามคำสอนของนักเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมว่าวิถีชีวิตของเราและของชาติเราทั้งชาติจะต้องหมุนไปตามทุนนิยมโลกาภิวัตน์ โดยไม่เคยตั้งคำถามว่าทำอย่างไรเราจึงจะสามารถอยู่แบบของเราโดยไม่ให้มันมาบงการวิถีชีวิตเรามากจนเกินไป เราไม่เคยค้นหาจุดแข็งของเราเพื่อไปรับมือกับทุนนิยมโลกาภิวัตน์มากไปกว่าการพยายามกลมกลืนตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมัน ที่น่าขำระคนเศร้าคือเรารู้สึกเท่และยินดีที่จะควักเงิน 40-50 บาทเพื่อซื้อมันทอดจืดๆ ที่เรียกว่าเฟร็นช์ฟรายจากร้านจั๊งฟู้ดส์ต่างชาติทั้งหลายมารับประทาน ในขณะที่เราอาจเขินอายที่จะจ่ายเงินเพียง 10-20 บาทเพื่อจะซื้อกล้วยแขก มันทอดและเผือกทอดที่ทั้งหวานทั้งมันจากแม่ค้าข้างถนนที่เป็นคนไทยด้วยกัน ความอ่อนแอทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมทำให้ค่านิยมของเราอ่อนแอไปด้วย ทุกวันนี้เราแทบตอบไม่ได้ว่าค่านิยมไทยคืออะไร รากไทยอยู่ตรงไหน ด้วยเหตุนี้เมื่อมีปัญหาขัดแย้งขึ้นในสังคม เราจึงไม่มีจุดยืนที่เป็นเอกภาพว่าอะไรถูกอะไรผิด สุดท้ายก็หาทางออกอย่างง่ายๆ ว่า “รักพ่ออย่าทะเลาะกัน” หรือไม่ก็หาทางออกอย่างประนีประนอมว่าประชาธิปไตยนั้นอนุญาตให้แตกต่างแต่ไม่แตกแยก ทั้งที่ความจริงนั้นปัญหาถูกกับผิด ดีกับชั่ว เป็นเรื่องที่ทั้งต้องแตกต่างและต้องแตกแยก

เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว แกนนำม็อบอีแต๋นจากภาคอีสานที่เดินทางเข้ามาสนับสนุนให้ ดร.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีต่อให้สัมภาษณ์ว่าเหตุผลที่สนับสนุน ดร. ทักษิณเพราะเป็นผู้ที่ทำประโยชน์ให้กับคนยากคนจนในระดับรากหญ้าจริงๆ ส่วนที่มีการกล่าวหาว่า ดร. ทักษิณคอร์รัปชั่นนั้นแกนนำเห็นว่าการคอร์รัปชั่นก็มีเหมือนกันทุกรัฐบาล

นี่คือค่านิยมที่สนับสนุนคนทำงานเก่งและพอยอมรับได้หากคนเก่งนั้นจะโกงบ้าง ต่างกับค่านิยมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ไม่ยอมรับคนโกงแม้เขาจะเก่ง

ปัจจุบันการต่อสู้ระหว่างค่านิยมที่ยกย่องคนเก่งแม้เขาจะโกงกับค่านิยมที่ปฏิเสธคนโกงแม้เขาจะเก่งยังคงดำเนินอยู่ต่อไปโดยมีกลุ่มพีทีวี.และกลุ่มคนรักทักษิณเป็นตัวแทนของค่านิยมแรก แต่การต่อสู้นี้มีตัวแปรเพิ่มขึ้นหลังการรัฐประหาร 19 กันยา ทำให้แนวรบของการต่อสู้ระหว่างค่านิยมทางการเมืองสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น มีทั้งการต่อสู้ระหว่างการยอมรับรูปแบบประชาธิปไตยที่มีเนื้อหาเผด็จการ (ระบอบทักษิณ)กับการยอมรับรูปแบบเผด็จการที่อ้างว่าทำเพื่อประชาธิปไตย (ระบอบคมช.)และการไม่ยอมรับเผด็จการทั้งรูปแบบและเนื้อหา (กลุ่มที่ไม่เอาทั้งทักษิณและคมช.)นี่เป็นกรรมของสังคมที่ค่านิยมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่แข็งแกร่ง!

วาระประเทศชาติหรือพูดให้ชัดขึ้นคือวาระประชาชนเวลานี้คือ การสร้างค่านิยมแห่งชาติที่เป็นทางการและเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ขึ้นมาสักชุดที่มีเนื้อหาครอบคลุมการดำเนินชีวิตทั้งทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมืองเพื่อเป็นหลักในการยึดถือและเป็นแนวทางในการตัดสินใจและการปฏิบัติของคนทั้งชาติต่อไป จากนี้จะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกันว่าจะเดินขบวนสนับสนุนฝ่ายไหน และผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายจะได้เข้าใจตรงกันเสียทีว่าระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการนั้น เส้นแบ่งอยู่ที่ตรงไหนกัน? ที่สำคัญระหว่างประชาธิปไตยใต้เงินตรากับประชาธิปไตยใต้รองเท้าบูทนั้น ประชาชนยังอยากจะฝากความหวังไว้กับฝ่ายใด?


7 กรกฎาคม 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 10 กรกฎาคม 2550)




ที่สำคัญกว่ารับหรือไม่รับ

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com


ถ้าพูดว่าที่มาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากการรัฐประหาร การรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เท่ากับเป็นการยอมรับให้มีการก่อรัฐประหารได้และล้มล้างรัฐธรรมนูญได้ อย่างนี้ถือว่า “จงใจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ” ไหม?


ถ้าการเปิดให้มีการลงประชามติว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ พศ. 2550 ถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ต้องบันทึกไว้ในบัญชีด้านความก้าวหน้าแล้ว การปิดกั้นไม่ให้มีการอภิปรายโต้แย้งเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญอย่างรอบด้านด้วยบทบัญญัติในมาตรา 11(3) ของร่าง พรบ. กำหนดความผิดเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติที่ “ห้ามผู้ใดจงใจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียง ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง” ก็เป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกของการลงประชามติที่ควรบันทึกไว้ในบัญชีด้านความล้าหลังด้วยเช่นกัน

ทำไมจึงกล่าวเช่นนี้?

ประการแรก อย่างไรจึงจะเรียกว่า “จงใจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ” ถ้าพูดว่าที่มาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากการรัฐประหาร การรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เท่ากับเป็นการยอมรับให้มีการก่อรัฐประหารได้และล้มล้างรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งขัดกับสาระสำคัญของระบอบประชาธิปไตยอย่างมีนัยสำคัญที่สุด หรือถ้าพูดว่า การแต่งตั้ง สว.ครึ่งหนึ่งเป็นการถอยหลังเข้าคลองและเปิดช่องให้ผู้มีอำนาจวางขุมกำลังทางการเมืองของตนได้ อย่างนี้ถือว่า “จงใจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ” ไหม?

ประการต่อมา การลงประชามติเกิดจากความเชื่อพื้นฐานที่ว่าผู้มีสิทธิลงประชามติมีวุฒิภาวะและมีวิจารณญาณเพียงพอในการตัดสินใจ ดังนั้นการลงประชามติที่มีคุณภาพจึงควรเป็นการลงประชามติภายใต้การรับรู้ข้อมูลข่าวสารและข้อเท็จจริงต่างๆ ทั้งด้านบวกและด้านลบอย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้การออกกฎหมายมากันท่าไม่ให้มีการถกเถียงโต้แย้งจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย จึงไม่น่าจะเป็นกระบวนการลงประชามติที่มีคุณภาพเพียงพอ

ประการสุดท้าย การเปิดโอกาสให้ฝ่ายต่างๆ ได้พูดความเห็นของตนอย่างเต็มที่ ย่อมเป็นพื้นฐานที่ดีของการเปิดประชาธิปไตย และเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของสังคมประชาธิปไตย การที่จะมีใครคนไหน หรือคนกลุ่มใดใช้โอกาสนี้มาบิดเบือนหรือจงใจให้เกิดความเข้าใจผิด ทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดเสียหาย ก็ย่อมมีกฎหมายบ้านเมืองฉบับอื่นรองรับอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีมาตรา 11(3) มาลิดรอนการแสดงความคิดเห็นหรือทำให้บรรยากาศการลงประชามติต้องเสียไป

ความจริงแล้ว ด้วยกลไกอำนาจรัฐที่กุมอยู่ของ คมช.และรัฐบาล และด้วยเนื้อหาที่มีส่วนก้าวหน้าอยู่จำนวนหนึ่ง เป็นต้นว่าการให้ประชาชนมีสิทธิลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างไรเสียก็คงผ่านการลงประชามติไปได้ไม่ยาก หากคมช. และรัฐบาลเองไม่ทำอะไรให้คนในสังคมรับไม่ได้มากขึ้น แม้ปัจจุบันจะมีหลายกลุ่มหลายองค์กรออกมาประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ตาม

ปัญหาที่ต้องคิดและสำคัญกว่าปัญหารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็คือ ทำอย่างไรการเมืองไทยจึงจะปลอดจากการก่อรัฐประหาร รัฐธรรมนูญไทยไม่ถูกล้ม ร่าง หรือแก้ไขโดยกระบวนการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ทำอย่างไรประชาชนจึงจะรู้สึกว่าตนมีหน้าที่ที่จะพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยภายใต้การผูกขาดของทุน หรือระบอบประชาธิปไตยที่ไหว้วานขุนศึกมาโค่นล้มนายทุน

7 กรกฎาคม 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 9 กรกฎาคม 2550)




Sunday, 1 July 2007

ประชาชนจะเรียนรู้

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

ถนนราชดำเนินสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ระหว่างปี พศ. 2442 ถึงปี พศ. 2446 เพื่อใช้เป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินจากพระบรมมหาราชวัง กับพระราชวังดุสิต ถนนแบ่งเป็น 3 ช่วงคือ ราชดำเนินนอก ราชดำเนินกลาง และราชดำเนินใน โดยการสร้างถนนสายนี้ นอกจากจะโปรดให้สร้างถนนขนาดกว้างแล้ว ยังโปรดให้สร้างสถานที่ราชการสำคัญๆ ขึ้นมาทั้ง 2 ฟากถนน แนวพระราชดำริในการสร้างถนนสายนี้บ้างว่าทรงได้มาจากถนนชอง เอลิเซ่ ในกรุงปารีส บ้างว่าทรงได้มาจากการสร้าง Queen`s Walk ในย่าน Green Park ของกรุงลอนดอน จากนั้นจึงทรงพระราชทานนามว่า ถนนราชดำเนิน ตามชื่อ Queen`s Walk ซึ่งหมายถึง ทางที่กษัตริย์เดิน นั่นเอง




หนึ่งร้อยกับอีกสี่ปีของถนนราชดำเนิน โดยเฉพาะช่วงเจ็ดสิบห้าปีมานี้ ถนนสายนี้เป็นทางเดินของประชาชนมากกว่าของกษัตริย์ ถนนได้บันทึกเหตุการณ์ เรื่องราว และความเปลี่ยนแปลง, บันทึกความขัดแย้ง การต่อสู้ ชัยชนะ และความพ่ายแพ้, บันทึกการสูญเสียของชีวิต เลือดเนื้อ และหยาดน้ำตา, บันทึกการเกิดขึ้น ดับไปของวีรชน และทรราชย์ ไม่เว้นแม้ชีวิตคนนิรนาม นักเดินทางผู้รอนแรม โสเภณี และคนไร้บ้าน

19 กันยายน 2549 ถนนราชดำเนินได้รับรู้การเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง หลายคนโห่ร้องต้อนรับอย่างรื่นเริง มีการมอบช่อดอกไม้และเต้นโคโยตี้ หลายคนผิดหวังและเคียดแค้น หลายคนได้สัมผัสกับความยินดีที่ขมขื่น ยินดีที่รัฐบาลโกงกินถูกโค่นลง แต่ขมขื่นที่ระบอบประชาธิปไตยหนีไม่พ้นวังวนของการก่อรัฐประหาร หนีไม่พ้นรองเท้าบูท และอำมาตยาธิปไตย

แม้กระนั้น ประชาชนก็ได้เรียนรู้!


ถนนราชดำเนินสอนให้ประชาชนเรียนรู้ว่า การก่อรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญและการเมืองในระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยพัฒนาขึ้น คณะรัฐประหารทุกชุดไม่เคยที่จะลงจากอำนาจอย่างขาวสะอาด ไม่เป็นเพราะเกรงว่าจะถูกฝ่ายตรงข้ามกลับมาล้างแค้น ก็เป็นเพราะยอมพ่ายแพ้ต่อความเย้ายวนของการมีอำนาจบารมี พฤติกรรมของการวางขุมกำลังและการสืบทอดอำนาจจึงมักปรากฏให้เห็นโดยเฉพาะในระยะที่กำลังจะหมดวาระการยึดอำนาจอย่างเปิดเผย และสุดท้ายจากภาวะที่ประชาชนเคยสนับสนุนหรือเป็นกลางก็จะกลายเป็นถูกประชาชนต่อต้านคัดค้านจนอยู่ไม่ได้

เขียนไปก็ภาวนาอย่าให้สิ่งที่เขียนเป็นจริงเลยสำหรับคณะรัฐประหารชุดปัจจุบันนี้!

อย่าให้ร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรที่ให้อำนาจผู้บัญชาการทหารบกอย่างล้นฟ้า ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนที่รีบออกมาอย่างสายฟ้าแลบเพื่อเอาอกเอาใจข้าราชการ รวมถึงการจะต่ออายุราชการกำนันผู้ใหญ่บ้าน อย่าได้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังในการวางขุมกำลังเพื่อสืบทอดอำนาจของตนเองเลย อย่าให้ร่างกฎหมายสำคัญต่างๆ ที่ผูกพันผลประโยชน์ประเทศชาติ ที่กระทบสิทธิเสรีภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่รัฐบาลชั่วคราวควรมีมารยาทที่จะปล่อยให้รัฐบาลและสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นผู้พิจารณาถูกเข็นกันออกมาในช่วงนี้เลย

แต่หากสิ่งที่ภาวนาไว้ไม่เป็นจริง ถนนราชดำเนินก็จะเริ่มต้นเขียนบันทึกบทใหม่ที่ประชาชนจะได้เรียนรู้เพิ่มขึ้น และเข้มแข็งขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

1 กรกฎาคม 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 2 กรกฎาคม 2550)