อารมณ์ไม่เหนือสติ อคติไม่เหนือเหตุผล
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com
ท่าทีของกลุ่มต่างๆ ในสังคมที่ไม่เห็นด้วยต่อการเคลื่อนไหวของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ กลุ่ม นปก.สะท้อนถึงวุฒิภาวะที่แตกต่างกันของผู้คนหรือกลุ่มคนในสังคม มีทั้งที่น่าชื่นชม มีทั้งที่น่าเป็นห่วง
ที่น่าชื่นชมคือ ท่าทีที่แม้ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปก.แต่ก็เคารพความคิด เคารพการตัดสินใจและสิทธิประชาธิปไตยพื้นฐานของกลุ่ม นปก.ที่จะแสดงออกด้วยการชุมนุมแสดงพลังอย่างสงบ ตัวอย่างของผู้คนที่มีท่าทีเช่นว่านี้ที่เห็นได้ชัดคนหนึ่งคือ อาจารย์พิภพ ธงไชย หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ผู้คนที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปก. มีทั้งด้วยเหตุผลที่เห็นว่ากลุ่ม นปก.มีภาพลักษณ์ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มที่ต่อสู้เพื่อให้อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรกลับมามีอำนาจ หรือด้วยเหตุผลที่ต้องการให้สังคมเกิดความสงบ ผ่านร่างรัฐธรรมนูญและมีการเลือกตั้งโดยเร็ว หรือกระทั่งด้วยเหตุผลที่นิยมชมชื่นการก่อรัฐประหารของ คมช.
แต่กระนั้นในหมู่ผู้คนหรือกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วย หรือเป็นกลางต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปก.ก็มีคนที่ไม่เห็นด้วย หรือกระทั่งต่อต้านคัดค้านการก่อรัฐประหารของ คมช.ด้วยเช่นกัน
ผู้คนทั้งหลายที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปก.ดังกล่าวข้างต้นเหล่านี้ มีวุฒิภาวะของสังคมประชาธิปไตยสูงเพียงพอที่จะไม่ล่วงละเมิดความคิดที่ต่างจากตน และพร้อมจะเคารพสิทธิประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานของกลุ่มที่มีความคิดต่างจากตน ด้วยเหตุนี้จึงถือได้ว่าเป็นท่าทีที่น่าชื่นชมและเป็นแบบอย่างในระบอบประชาธิปไตย
ต่างกับอีกท่าทีหนึ่งที่น่าเป็นห่วง ซึ่งก็คือท่าทีที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปก.และต่อต้านคัดค้านโจมตีทั้งความคิดและการกระทำ กระทั่งก้าวล่วงสิทธิขั้นพื้นฐานของกลุ่ม นปก.ที่จะคิดและทำได้ในระบอบประชาธิปไตย ตัวอย่างของท่าทีนี้คือ การกล่าวโจมตีกลุ่ม นปก.อย่างใช้อารณ์ว่าเป็นกลุ่มป่วนเมือง เป็นพวกไม่รักชาติ เป็นพวกทักษิณ ทั้งที่สังคมประชาธิปไตยอนุญาตให้คิดต่างได้ และทำต่างได้ในขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต แม้คนในกลุ่ม นปก.จำนวนหนึ่งจะไม่ชอบทักษิณ แต่หากคนส่วนใหญ่ของกลุ่มนี้รักทักษิณ พวกเขาก็มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะต่อสู้เพื่อคนที่เขารัก เช่นเดียวกับเรา(ผู้คนที่ไม่ยอมรับทักษิณ ไม่ยอมรับการมีผู้นำที่โกงกิน)ก็มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะไม่เอาทักษิณและต่อต้านการกลับมาฟื้นอำนาจของทักษิณ แต่มิใช่เพราะเหตุนี้ก็ไปโจมตีกลุ่ม นปก. ว่าเป็นพวกป่วนเมือง เป็นพวกไม่รักชาติ ทั้งที่ความผิดของกลุ่ม นปก. มีเพียงประการเดียวคือ การล่วงละเมิดประธานองคมนตรี ไม่สามารถควบคุมฝูงชนที่มาชุมนุมให้อยู่ในความสงบได้จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์บานปลายอย่างที่ทราบ การต่อต้านเผด็จการรัฐประหารยังเป็นเนื้อหาสำคัญร่วมที่ทำให้กลุ่มนี้มีคนเข้าร่วมมากกว่าช่วงที่นำโดยกลุ่ม พีทีวี.ที่เห็นชัดว่าเป็นกลุ่มของผู้คนที่รักและชื่นชอบทักษิณเท่านั้น
อย่างไรก็ดี ท่าทีที่น่าเป็นห่วงกว่านี้คือท่าทีของคนในอำนาจรัฐ
โดยหลักการแล้วสังคมคาดหวังที่จะเห็นผู้ปกครองมีวุฒิภาวะสูงกว่าผู้อยู่ใต้การปกครอง ผู้นำมีวุฒิภาวะสูงกว่าผู้อยู่ใต้การนำ รัฐบาลมีวุฒิภาวะสูงกว่าประชาชน และด้วยเหตุนี้ คมช.จึงควรจะมีวุฒิภาวะสูงกว่า นปก.
ในช่วงการเคลื่อนไหวแรกของกลุ่ม นปก.เหตุการณ์ดูจะเป็นไปตามนั้น คมช.และเจ้าหน้าที่ของรัฐมีความอดทนอดกลั้นที่จะไม่ให้สถานการณ์เผชิญหน้ามากขึ้น แต่เมื่อสถานการณ์พัฒนาร้อนแรงขึ้น วุฒิภาวะของ คมช. และเจ้าหน้าที่ของรัฐกลับเดินสวนทางลง ความอดทนอดกลั้นลดลง อารมณ์เริ่มเข้ามาแทนสติ และอคติก็เริ่มเข้ามาแทนเหตุผล ลืมนึกไปว่าภาระหน้าที่ประการหนึ่งที่เคยสัญญาไว้กับประชาชนเมื่อเข้ามายึดอำนาจบ้านเมืองคือการสร้างสมานฉันท์ในสังคมที่ร้าวฉานจากการปกครองในระบอบทักษิณ บุคคลบางคนใน คมช. ออกมาให้สัมภาษณ์เชิงดูถูกเหยียดหยามประหนึ่งผู้ชุมนุมในกลุ่ม นปก.ไม่ใช่ประชาชนที่ตนต้องสมานฉันท์ สมาชิก คมช. บางคนกระทั่งกล่าวถึงผู้ชุมนุมว่า “อย่ามาลองดี... จะมาสู้อะไรกับทหารตำรวจ... ที่ต่างประเทศเขายิงตายกันไปเยอะแยะ...” !!
อาการฟิวส์ขาดของเจ้าหน้าที่ที่ต้องเผชิญความกดดันอย่างมากและอย่างยาวนานนั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจและเห็นใจ เพราะเจ้าหน้าที่ก็คือมนุษย์ มีอารมณ์ มีความรู้สึก มีความชอบหรือไม่ชอบเช่นเดียวกับผู้ชุมนุม แต่กระนั้นในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในฐานะที่อาสามาปกครองบ้านเมือง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะผู้มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศและพิทักษ์สันติสุขของราษฎร วุฒิภาวะและความอดทนอดกลั้นยิ่งต้องสูงเป็นพิเศษ จะให้อารณ์มาอยู่เหนือสติ และอคติมาอยู่เหนือเหตุผลไม่ได้เป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นแล้ว ที่เคยถูกก็จะกลายเป็นผิด ที่อยากสมานฉันท์ก็จะเท่ากับราดน้ำมันลงบนกองเพลิง บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ และสุดท้ายใครก็อยู่ไม่ได้ในบ้านเมืองแบบนี้
30 กรกฎาคม 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 31 กรกฎาคม 2550)


