Ratchadamnoen Avenue
ราชดำเนิน อเวนิว

www.suan84.com

Thursday, 13 December 2007

จากผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญถึงอีแอบผมขาว

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

จากผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญถึงอีแอบผมขาว
จากคนขี้โกงถึงจ๊อกกี้รับจ้างขี่ม้า


ความวุ่นวายทางการเมืองและความแตกแยกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในสังคมไทยทุกวันนี้ นอกจากจะเป็นภาพการต่อสู้ระหว่างนักการเมือง ข้าราชการและประชาชนที่สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ กับนักการเมือง ข้าราชการและประชาชนที่ต่อต้านคัดค้านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณแล้ว ที่มาส่วนหนึ่งของความขัดแย้งยังอยู่ที่การต่อสู้ระหว่างกลุ่มทุนผูกขาดสองกลุ่ม หนึ่งคือกลุ่มทุนผูกขาดหน้าใหม่ของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ กับอีกหนึ่งคือกลุ่มทุนผูกขาดหน้าเก่าที่มีสีสันของความเป็นจารีตนิยม

การต่อสู้ที่ว่านี้เห็นได้ชัดเจนจากการที่ดร.ทักษิณในฐานะนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นตำแหน่งบริหารสูงสุดของประเทศ หัวหน้าพรรคการเมืองและเจ้าของทุนผูกขาดใหญ่สุดของประเทศพยายามใช้อำนาจรัฐในมือของตนดำเนินนโยบายที่เอื้อประโยชน์แก่การผูกขาดทั้งทางเศรษฐกิจและทางการเมือง จนถึงขั้นที่คุกคามการดำรงอยู่ของทุนกลุ่มต่างๆ ที่ถ้าไม่มาเป็นพวกก็จะต้องถูกเบียดขับหรือกลืนกิน ถึงขั้นคุกคามการดำรงอยู่ของสถาบันต่างๆ ที่ถ้าไม่รับใช้นโยบายก็จะต้องถูกกระทบกระเทือนหรือกลั่นแกล้ง และถึงขั้นหมิ่นเหม่ต่อการจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงของประเทศ อันเป็นเหตุผลหนึ่งที่คณะรัฐประหารนำมาอ้างในการเข้ายึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

และก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ในช่วงปี 2548 ต่อต้นปี 2549 บรรดาบุคคลที่รู้สึกได้ถึงภัยอันตรายจากการผูกขาดของกลุ่มทุนหน้าใหม่ที่มีอำนาจรัฐในมือ ตลอดถึงบุคคลที่ใกล้ชิดและจงรักภักดีต่อสถาบัน อันมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล รองประธานมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นต้น รวมกระทั่งถึงบุคคลสำคัญอย่างรัฐบุรุษอาวุโสและประธานองคมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ต่างออกมาประสานเสียงครั้งแล้วครั้งเล่าให้ประชาชนเห็นถึงพิษภัยอันเกิดจากการได้คนขี้โกงและคนไม่ดีมาบริหารประเทศ ให้ประชาชนสนับสนุนคนดี อย่าไปสนับสนุนคนเลวขึ้นมามีอำนาจ

ผลที่ตามมาจากการเคลื่อนไหวให้ประชาชนไม่สนับสนุนคนโกงดังกล่าว คือเสียงระเบิดกึกก้องตอนบ่ายสองโมงของวันที่ 9 มีนาคม 2549 บริเวณข้างป้อมตำรวจหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ตามมาด้วยการพูดในที่ประชุมหัวหน้าส่วนข้าราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด ตำรวจ และข้าราชการ ซี 10 ขึ้นไป ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2549 ของดร.ทักษิณเกี่ยวกับ “บุคคลซึ่งดูเหมือนมีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ เข้ามาวุ่นวายองค์กรที่มีในระบบรัฐธรรมนูญมากไป มีการไม่เคารพกติกา” (ผู้จัดการออนไลน์, 3 กรกฎาคม 2549, 13.00 น.)

คำพูดดังกล่าวของดร.ทักษิณได้รับการตอบโต้อย่างฉับพลันจากกลุ่มสตรีชั้นสูงของสังคม นำโดย ม.ร.ว.รำพิอาภา เกษมศรี ม.ล.อุบล นิลอุบล นางสุมาลี วีระไวทยะ และนางปราไพ ปราสาททองโอสถ ที่เปิดแถลงในนามชมรมเพื่อความจริง โดยมีเหล่าสตรีผู้สูงศักดิ์อีกหลายตระกูล อาทิ ตระกูลวรวรรณ ตระกูลสวัสดิวัสดิ์ และแกนนำพันธมิตรร่วมให้กำลังใจ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2549 ที่ร้านโอล์ดเล้ง ย่านอาร์ซีเอ เรียกร้องให้ ดร.ทักษิณเปิดเผยความจริงว่าผู้มากบารมีและอยู่เหนือรัฐธรรมนูญคือใคร เพราะ “ประชาชนจำนวนมากตีความกันไปมากเกินกว่า พลเอกเปรม ติณสูญลานนท์ ประธานองค์มนตรีและรัฐบุรุษแล้ว ขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณออกมาบอกให้ชัดเจนว่าคือใคร หากไม่มีเจตนาจาบจ้วงเบื้องสูง”

www.parliament.go.th/news/news_detail.php?prid=15546

จากนั้นอีกไม่ถึงสองสัปดาห์ วันที่ 14 กรกฎาคม 2549 พลเอกเปรม ก็เริ่มตอบโต้อีกครั้งด้วยการเดินทางไปบรรยายพิเศษให้กับนักเรียนนายร้อยฯ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าที่หอประชุมโรงเรียน จำนวนประมาณ 950 คน จาก 4 ชั้นปี ตอนหนึ่งของการบรรยายกล่าวถึงทหารว่าเปรียบเสมือนม้าที่มีชาติและพระเจ้าอยู่หัวเป็นเจ้าของ ส่วนรัฐบาลนั้นเป็นเพียงจ๊อกกี้ไม่ใช่เจ้าของม้า จ๊อกกี้นั้นบ้างก็ดี บ้างก็ไม่ดี รับจ้างขี่เสร็จแล้วก็ไป ไม่เหมือนเจ้าของที่อยู่ดูแลม้าตลอด
(ดูรายละเอียดคำบรรยายใน ผู้จัดการออนไลน์, 14 กรกฎาคม 2549, 15.23 น.)

การลงทุนออกมาพูดตรงๆ ขนาดนี้ของ คนระดับประธานองคมนตรี เป็นเหมือนการเทหมดหน้าตัก ไม่มีอะไรต้องกั๊กกันอีกแล้วในความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนของดร.ทักษิณกับกลุ่มที่ใกล้ชิดสถาบัน ดร.ทักษิณนั้น คราวนี้ดูเหมือนไม่ออกมาตอบโต้ตรงๆ แต่คนที่ออกมาโต้กลับกลายเป็นคนที่ชื่อ สมัคร สุนทรเวช สว.กทม.เวลานั้น ผ่านรายการ “เปิดแฟ้มความคิด” ทาง Wisdom Radio FM. 105 เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2549 ว่า ปรัชญาม้ากับจ๊อกกี้ของประธานองคมนตรีนั้น “ไม่เข้าท่า” และน่าประหลาดใจที่ “คนดูแลม้าคอกนี้ เขาสอนให้ม้าไม่มีไมตรีกับจ๊อกกี้”

จากวันนั้นถึงวันนี้ เวลาผ่านมาร่วมปีครึ่ง ดร.ทักษิณถูกโค่นลงแล้ว และประกาศต่อชาวโลกว่าจะเลิกเล่นการเมืองแล้ว แต่การเคลื่อนไหวของดร.ทักษิณกระทั่งทุกวันนี้กลับไม่เคยหยุดนิ่ง บุรุษผู้ออกมาต่อกรกับประธานองคมนตรีในวันนั้นได้ถูกไหว้วานให้มาเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ในวันนี้ เขาประกาศตัวเป็นนอมินีของดร.ทักษิณอย่างไม่ปิดบังอำพราง และระหว่างการหาเสียงเมื่อค่ำคืนวันที่ 12ธันวาคมนี้ เขาไม่ลืมที่จะตอกย้ำความแค้น โดยไม่หวังที่จะไปเหยียบทะเลสงขลาอีกต่อไปว่า

“ที่ผ่านมามีอีแอบบางคนด่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ไม่เคารพสถาบันและเอาสถาบันไปเหยียบย่ำ ทั้งไปพูดจากับไฮโซไฮซ้อจนทำให้เป็นชนวนนำไปสู่การรัฐประหาร” เขายังกล่าวต่ออีกว่า อีแอบผมขาวคนนี้ยังเรียกร้องให้สื่อมวลชนเขียนข่าวด่าตน บ้านเมืองวุ่นวายเพราะบุคคลคนนี้ หัวโจกคนนี้เป็นคนทำลายสถาบันอย่างแท้จริง คนที่เป็นอีแอบอย่างนี้ยังไม่มีใครคิดบัญชี ขออนุญาตพูดแค่นี้ ประชาชนคงเข้าใจว่าหมายถึงอะไร ไม่ขอขยายความ

(ไทยรัฐออนไลน์, 12 ธันวาคม 2550, 23.59 น.)

ครับ หวังว่าประชาชนคงเข้าใจ และไม่นำตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งคู่นี้ ที่สำคัญกว่านั้น ประชาชนควรเข้าใจและเตรียมพร้อมด้วยว่า การเมืองทุกวันนี้มีความเป็นไปได้ว่า ถ้าจัดการไม่ดีก็อาจมาถึงทางตันอีกครั้งหนึ่ง

เพราะประการแรก ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า คนอย่างดร.ทักษิณนั้นไม่ยอมหยุดและไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ทั้งไม่สนใจว่าประเทศชาติจะบอบช้ำอย่างไรจากการเคลื่อนไหวของตน ส่วนคู่ต่อสู้ของเขานั้น แม้จะมีทหารเกือบทั้งกองทัพสนับสนุน ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้มีฝีมือในการแก้ไขปัญหาอะไรมากไปกว่าการเอารถถังออกมายึดอำนาจ ซึ่งใครก็ทำได้ถ้ามีกองกำลังเช่นนั้นในมือ

อีกประการหนึ่ง ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดอีกเช่นกันว่า ทุกวันนี้ แม้บรรดาบุคคลที่ยุ่งเกี่ยวอยู่ในวงการเมืองทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนหรือพรรคใด จะพร้อมใจกันใส่เสื้อสีเหลืองกับสีชมพู และพร้อมใจกันยืนจุดเทียนถวายพระพรในวาระต่างๆ แต่แท้จริงแล้ว กลับหาได้สนองรับพระบรมราโชวาทของในหลวงดังเช่นที่เคยเป็นมาในอดีตไม่ ทั้งที่ทรงออกมาเตือนถึงสองครั้งสองครา ให้สามัคคี ลดอคติ เพื่อรักษาความเป็นปกติมั่นคงของประเทศชาติ แต่นักการเมืองและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย รวมกระทั่งคู่ความขัดแย้งทั้งสองฝ่ายที่ต่างก็อ้างความจงรักภักดีต่อสถาบันก็ยังเป็นอย่างที่เห็นกัน เช่นนี้แล้วใครเล่าจะกล้ารับรองว่าบ้านเมืองจะไม่วุ่นวายอีกครั้งหนึ่ง ใครเล่าจะไม่คิดว่าวิธีการเก่าๆ ที่เอารถถังออกมาจอดข้างนอกจะไม่เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

ประชาชนที่บริสุทธิ์ จึงต้องตั้งสติและไม่เข้าไปเป็นเหยื่อของความขัดแย้งคู่นี้

13 ธันวาคม 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 15 ธันวาคม 2550)



0 Comments:

Post a Comment

Subscribe to Post Comments [Atom]

Links to this post:

Create a Link

<< Home