กระแสเสื้อสีชมพู
ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com
“ปรากฏการณ์เสื้อเหลือง” ที่พสกนิกรชาวไทยพร้อมใจกันสวมใส่เสื้อสีเหลืองเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในระยะสองปีที่ผ่านมา เป็นปรากฏการณ์ที่โลกได้จารึกไว้อย่างชื่นชมในพระบารมีของพระมหากษัตริย์องค์หนึ่งกับความรักของประชาชนประเทศหนึ่งที่มีต่อพระเจ้าอยู่หัวของเขาอย่างยากที่จะมีพระมหากษัตริย์และประชาชนประเทศไหนเสมอเหมือน
ไม่เคยมีประชาชนประเทศไหนชวนกันใส่เสื้อสีประจำวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์ของตนเป็นเวลายาวนานนับปี และไม่เคยมีประชาชนประเทศไหนพากันมาปักหลักชุมนุมเฝ้าพระอาการของพระมหากษัตริย์ของตนด้วยการแหงนหน้ามองไปที่หน้าต่างห้องประทับรักษาพระองค์ทุกครั้งที่พระมหากษัตริย์ของตนเสด็จประทับรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาล
นอกจากประชาชนประเทศไทย!
การพร้อมใจกันใส่เสื้อเหลืองเพื่อเฉลิมฉลองพระชนมายุครบ 80 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรภาคเอกชนต่างๆ ทั่วประเทศ บางองค์กรได้ผลิตเสื้อยืดสีเหลืองแจกจ่ายสมาชิกของตน บางองค์กรกำหนดให้สมาชิกใส่เสื้อเหลืองทุกวันจันทร์ บางองค์กรใส่กันเกือบทุกวันก็มี
แต่เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดมี “กระแสเสื้อสีชมพู” ปรากฏขึ้น!
พ่อค้าแม่ค้าที่เริ่มนำเสื้อสีชมพูมาวางขายบอกว่า “ปีหน้าเขาให้ใส่สีชมพู เพื่อแก้เคล็ดให้ในหลวง”
พรรคพวกที่ทำงานรัฐวิสาหกิจบางคนบอกว่า ที่ทำงานมีคนเริ่มใส่สีชมพูแล้ว ด้วยความเชื่อที่ว่าจะสามารถช่วยให้ในหลวงทรงหายจากพระอาการประชวร และมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน เพราะสีชมพูเป็นสีประจำวันอังคาร หมายความว่าในหลวงได้ทรงผ่านวันพระราชสมภพซึ่งเป็นวันจันทร์มาแล้ว เท่ากับเป็นการสะเดาะเคราะห์ให้ในหลวงทรงผ่านพ้นวิกฤติทั้งหลายทั้งปวงอันเกิดจากพระอาการประชวรครั้งนี้
ต้นตอความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องสีชมพูมาจากที่ไหนไม่มีใครยืนยัน แต่พิจารณาจากคำอธิบายและเหตุผลของการใส่เสื้อสีชมพูแล้ว คงวิเคราะห์ได้ไม่ยากว่าน่าจะมาจากคนในวงการโหราศาสตร์ ที่เชี่ยวชาญในการผูกดวง ทำนายชะตา และแก้เคล็ด
สังคมไทยที่คนส่วนไม่น้อยยังพึ่งพาและเชื่อถือหมอดู เมื่อได้รับฟังเรื่องพวกนี้ บวกกับความรักความห่วงใยที่มีต่อในหลวง จึงง่ายที่จะรับเอา “กระแสเสื้อสีชมพู” มาไว้กับตน
มองในแง่ดีแล้วก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย!
ผู้คนได้เปลี่ยนความจำเจจากสีเหลืองมาเป็นสีชมพู พ่อค้าแม่ค้าก็มีโอกาสนำเสื้อยืดสีชมพูจำนวนมากมาจำหน่ายได้ทั้งปี และที่เหนือสิ่งอื่นใดคือพสกนิกรชาวไทยได้สบายใจขึ้นว่าตนได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีโอกาสส่งพลังใจให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ด้วยการสวมใส่เสื้อสีเหมือนกันอีกหนึ่งปี
แต่มองอีกมุมหนึ่งแล้วกลับน่าเป็นห่วง!
เพราะหากกระแสเสื้อสีชมพูเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาทั่วทั้งสังคม ก็เท่ากับเป็นการสื่อความหมายผิดๆ สร้างความเชื่อและปลูกฝังความคิดที่ไม่เป็นวิทยาศาตร์ให้กับผู้คนทั้งสังคม ไม่ต่างกับเหตุการณ์ความเชื่อเรื่องผีแม่ม่ายในอดีตของคนบางหมู่บ้านในภาคอิสานที่พากันแก้เคล็ดด้วยการเอาผ้าแดงมาผูกไว้ที่รั้ว หรือเอาปลัดขิกกับหุ่นไล่กามาปักไว้หน้าบ้าน เพื่อไม่ให้ผีแม่ม่ายมาเอาชีวิตของผู้ชายในบ้านไป
“กระแสเสื้อเหลือง” เป็นเรื่องที่มีเหตุผลอธิบายได้และทั่วโลกชื่นชม แต่หากก้าวไปถึง “กระแสเสื้อสีชมพู” เมื่อไร ความชื่นชมที่นานาอารยประเทศมีต่อ “ปรากฏการณ์เสื้อเหลือง” จะหมดไปทันที ต่างชาติจะหยันเอาว่าประเทศนี้นอกจากไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตยแล้ว ยังถูกครอบงำด้วยความคิดแบบไสยศาสตร์อีกด้วย เห็นได้จากเมื่อเร็วๆ นี้ ความพยายามรวมพรรคการเมืองบางพรรคยังต้องอ้างเรื่องผีบรรพบุรุษสั่งให้มารวมกัน
การแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และความปรารถนาที่จะเห็นพระองค์มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงไม่ได้อยู่ที่การใส่เสื้อสีอะไร หากที่สำคัญอยู่ที่การทำความดี อยู่ที่การครองตนเป็นคนดีและทำหน้าที่การงานของตนให้ถูกต้องครบถ้วน และตอบแทนสังคมด้วยการเสียสละส่วนที่สามารถเสียสละได้ให้สังคม
แต่หากบุคคลหนึ่งบุคคลใดยังเชื่อในเรื่องการแก้เคล็ดด้วยสีชมพู ก็ย่อมเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะทำได้ ขอเพียงแต่หน่วยงานทางราชการอย่าเป็นตัวตั้งตัวตีสนับสนุนให้มีการสื่อความหมายผิดๆ ไปสู่สังคมด้วยการชักชวนให้ผู้คนหันมาใส่เสื้อสีชมพูเท่านั้น
แต่หากทำไม่ได้จริงๆ ก็โปรดเขียนตัวอักษรกำกับไว้บนเสื้อด้วยว่า
“เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการสวมใส่”
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com
“ปรากฏการณ์เสื้อเหลือง” ที่พสกนิกรชาวไทยพร้อมใจกันสวมใส่เสื้อสีเหลืองเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในระยะสองปีที่ผ่านมา เป็นปรากฏการณ์ที่โลกได้จารึกไว้อย่างชื่นชมในพระบารมีของพระมหากษัตริย์องค์หนึ่งกับความรักของประชาชนประเทศหนึ่งที่มีต่อพระเจ้าอยู่หัวของเขาอย่างยากที่จะมีพระมหากษัตริย์และประชาชนประเทศไหนเสมอเหมือน
ไม่เคยมีประชาชนประเทศไหนชวนกันใส่เสื้อสีประจำวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์ของตนเป็นเวลายาวนานนับปี และไม่เคยมีประชาชนประเทศไหนพากันมาปักหลักชุมนุมเฝ้าพระอาการของพระมหากษัตริย์ของตนด้วยการแหงนหน้ามองไปที่หน้าต่างห้องประทับรักษาพระองค์ทุกครั้งที่พระมหากษัตริย์ของตนเสด็จประทับรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาล
นอกจากประชาชนประเทศไทย!
การพร้อมใจกันใส่เสื้อเหลืองเพื่อเฉลิมฉลองพระชนมายุครบ 80 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรภาคเอกชนต่างๆ ทั่วประเทศ บางองค์กรได้ผลิตเสื้อยืดสีเหลืองแจกจ่ายสมาชิกของตน บางองค์กรกำหนดให้สมาชิกใส่เสื้อเหลืองทุกวันจันทร์ บางองค์กรใส่กันเกือบทุกวันก็มี
แต่เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดมี “กระแสเสื้อสีชมพู” ปรากฏขึ้น!
พ่อค้าแม่ค้าที่เริ่มนำเสื้อสีชมพูมาวางขายบอกว่า “ปีหน้าเขาให้ใส่สีชมพู เพื่อแก้เคล็ดให้ในหลวง”
พรรคพวกที่ทำงานรัฐวิสาหกิจบางคนบอกว่า ที่ทำงานมีคนเริ่มใส่สีชมพูแล้ว ด้วยความเชื่อที่ว่าจะสามารถช่วยให้ในหลวงทรงหายจากพระอาการประชวร และมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน เพราะสีชมพูเป็นสีประจำวันอังคาร หมายความว่าในหลวงได้ทรงผ่านวันพระราชสมภพซึ่งเป็นวันจันทร์มาแล้ว เท่ากับเป็นการสะเดาะเคราะห์ให้ในหลวงทรงผ่านพ้นวิกฤติทั้งหลายทั้งปวงอันเกิดจากพระอาการประชวรครั้งนี้
ต้นตอความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องสีชมพูมาจากที่ไหนไม่มีใครยืนยัน แต่พิจารณาจากคำอธิบายและเหตุผลของการใส่เสื้อสีชมพูแล้ว คงวิเคราะห์ได้ไม่ยากว่าน่าจะมาจากคนในวงการโหราศาสตร์ ที่เชี่ยวชาญในการผูกดวง ทำนายชะตา และแก้เคล็ด
สังคมไทยที่คนส่วนไม่น้อยยังพึ่งพาและเชื่อถือหมอดู เมื่อได้รับฟังเรื่องพวกนี้ บวกกับความรักความห่วงใยที่มีต่อในหลวง จึงง่ายที่จะรับเอา “กระแสเสื้อสีชมพู” มาไว้กับตน
มองในแง่ดีแล้วก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย!
ผู้คนได้เปลี่ยนความจำเจจากสีเหลืองมาเป็นสีชมพู พ่อค้าแม่ค้าก็มีโอกาสนำเสื้อยืดสีชมพูจำนวนมากมาจำหน่ายได้ทั้งปี และที่เหนือสิ่งอื่นใดคือพสกนิกรชาวไทยได้สบายใจขึ้นว่าตนได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีโอกาสส่งพลังใจให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ด้วยการสวมใส่เสื้อสีเหมือนกันอีกหนึ่งปี
แต่มองอีกมุมหนึ่งแล้วกลับน่าเป็นห่วง!
เพราะหากกระแสเสื้อสีชมพูเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาทั่วทั้งสังคม ก็เท่ากับเป็นการสื่อความหมายผิดๆ สร้างความเชื่อและปลูกฝังความคิดที่ไม่เป็นวิทยาศาตร์ให้กับผู้คนทั้งสังคม ไม่ต่างกับเหตุการณ์ความเชื่อเรื่องผีแม่ม่ายในอดีตของคนบางหมู่บ้านในภาคอิสานที่พากันแก้เคล็ดด้วยการเอาผ้าแดงมาผูกไว้ที่รั้ว หรือเอาปลัดขิกกับหุ่นไล่กามาปักไว้หน้าบ้าน เพื่อไม่ให้ผีแม่ม่ายมาเอาชีวิตของผู้ชายในบ้านไป
“กระแสเสื้อเหลือง” เป็นเรื่องที่มีเหตุผลอธิบายได้และทั่วโลกชื่นชม แต่หากก้าวไปถึง “กระแสเสื้อสีชมพู” เมื่อไร ความชื่นชมที่นานาอารยประเทศมีต่อ “ปรากฏการณ์เสื้อเหลือง” จะหมดไปทันที ต่างชาติจะหยันเอาว่าประเทศนี้นอกจากไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตยแล้ว ยังถูกครอบงำด้วยความคิดแบบไสยศาสตร์อีกด้วย เห็นได้จากเมื่อเร็วๆ นี้ ความพยายามรวมพรรคการเมืองบางพรรคยังต้องอ้างเรื่องผีบรรพบุรุษสั่งให้มารวมกัน
การแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และความปรารถนาที่จะเห็นพระองค์มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงไม่ได้อยู่ที่การใส่เสื้อสีอะไร หากที่สำคัญอยู่ที่การทำความดี อยู่ที่การครองตนเป็นคนดีและทำหน้าที่การงานของตนให้ถูกต้องครบถ้วน และตอบแทนสังคมด้วยการเสียสละส่วนที่สามารถเสียสละได้ให้สังคม
แต่หากบุคคลหนึ่งบุคคลใดยังเชื่อในเรื่องการแก้เคล็ดด้วยสีชมพู ก็ย่อมเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะทำได้ ขอเพียงแต่หน่วยงานทางราชการอย่าเป็นตัวตั้งตัวตีสนับสนุนให้มีการสื่อความหมายผิดๆ ไปสู่สังคมด้วยการชักชวนให้ผู้คนหันมาใส่เสื้อสีชมพูเท่านั้น
แต่หากทำไม่ได้จริงๆ ก็โปรดเขียนตัวอักษรกำกับไว้บนเสื้อด้วยว่า
“เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการสวมใส่”
29 ตุลาคม 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 30 ตุลาคม 2550)


0 Comments:
Post a Comment
Subscribe to Post Comments [Atom]
Links to this post:
Create a Link
<< Home